สุดท้ายเซี่ยเวยก็ไม่ได้ถาม ตอบแค่ว่า “ข้าไม่ง่วง”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นนั่งตรงข้ามกัน ก้มตัวดึงกิ่งไม้สองสามกิ่งข้าง ๆ พลางพึมพำ “ข้าหลับไปแล้วพักหนึ่ง ประเดี๋ยวจะคอยดูไฟให้เองเจ้าค่ะท่าทางหิมะคงยังตกอีกสักพัก ถึงท่านไม่ง่วงก็นอนเอาแรงหน่อยเถิด สภาพอากาศเช่นนี้ยิ่งพักผ่อนไม่พอยิ่งล้มปั่วยง่าย หากท่านล้มพับไปคนลำบากมิใช่ข้าหรือไร”
คำพูดนี้แสลงหู
ค่อนข้างไม่ไว้หน้านางเองก็รู้ตัว ดังนั้นเมื่อพูดจบจึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาใส่ฟืนลงกองไฟโดยไม่ยอมเงยหน้ามอง
เซี่ยเวยหัวเราะเสียงทุ้มโดยไม่มีปีมีขลุ่ย มองนางเติมฟืนพลางเอ่ย เตือนแผ่วเบา “ติดไฟไม่ทันแล้ว โยนช้าลงหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางใจหายวาบ พอช้อนตาพบรอยยิ้มโค้งตรงมุมปากของเซี่ยเวยก็ กลืนประโยค ‘ไม่ต้องให้ท่านเตือนหรอก’ ที่ขึ้นมาถึงริมฝีปากกลับลงไปคำรามเสียงค่อย “ข้ารู้แล้ว ท่านนอนไปเถอะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยมองนางอยู่ครู่ใหญ่ ค่อย ๆ หลับตาลงในท้ายที่สุด
เขาไม่ได้ไปนอนบนหญ้าแห้ง
เพียงกอดอก เงยศีรษะเล็กน้อย เอนร่างพิงผนังถ้ำด้านหลัง
เซี่ยเวยไม่คิดจะหลับ
ทว่าค่ำคืนเช่นนี้ไม่ได้ลิขิตมาให้สงบเงียบ
แทบทันทีที่ปิดเปลือกตา ฝันร้ายเต็มไปด้วยหยาดโลหิตไหลบ่าก็ยังคงปรากฏประหนึ่งพุ่งมากวาดม้วน รุนแรงดุจชนกำแพงผาสูงชัน ทลายไม้ใหญ่เสียดฟั้าแล้วพาเขาไป…
ดิ้นรนสุดแรงปานใดก็ไม่อาจหลุดพ้น
เขาจมดิ่งสู่ห้วงฝันอันน่าหวาดหวั่น
ท่ามกลางแสงอรุณ แผ่นกระเบื้องเคลือบ