ูกไฟสีแสดแดงก็ค่อย ๆ ลุกไหม้ ความมืดรอบบริเวณถูก ขับไล่ทีละน้อย ครั้นแสงสาดทั่วกายเขาอยู่ด้านหน้า ก็เหลือแค่เงาส่ายไหวบนผนังถ้ำอันเว้าแหว่งตะปุั่มตะปาทางด้านหลัง
ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ครั้นถึงช่วงสุดท้ายเมื่อไฟลุกโชน เจียง เสวี่ยหนิงจึงผ่อนลมหายใจคลายกังวล
เซี่ยเวยมองมา
แต่นางกลับหลบสายตาเสมองนอกถ้ำแทนก่อนอุทานเบา ๆ “หิมะ ตกแล้ว!”
ในที่สุดก็ตกจนได้
ท้องฟั้าครึ้มยามดึกราวกับม่านผืนใหญ่มืดทะมึนที่ถูกสายลมคมกริบกรีดกระชากเป็นปากขนาดมหึมา แหวกช่องให้เกล็ดหิมะนับพันล้านโปรยปราย สายลมพัดพาปุยหิมะให้ปลิดปลิวดุจขนห่าน
กระทั่งว่ามีบางส่วนตกสุมบนกิ่งไม้หน้าปากถ้ำ
ดูท่าไม่ถึงชั่วยามก็คงปกคลุมไปทั่วจนกลายเป็นขุนเขาสีเงินยวง
เจียงเสวี่ยหนิงมองอยู่ครู่หนึ่ง แม้ใจจริงจะรู้สึกหนักอึ้งทว่ายังแสร้ง ยิ้มผ่อนคลาย “ดูท่าพวกเราคงต้องติดอยู่ที่นี่ ออกไปไหนไม่ได้สักพัก”
นางนึกว่ายามนี้เซี่ยเวยคงหันไปดูหิมะแล้ว
แต่พอนางหันกลับมา สายตาของเซี่ยเวยกลับยังจับจ้องนางเช่นเดิม จึงบังเกิดความเงียบสงัดประหนึ่งกลีบหิมะที่ถูกลมหอบเข้าถ้ำ
เขาไม่มองด้านนอกเลยแม้แต่แวบเดียวหลังจากเห็นรอยยิ้มฝืดฝืน ตรงมุมปากของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ จางหาย เขาก็เพียงหลุบตาลงอีกครั้งแล้วโยนฟืนเข้ากองไฟ
เซี่ยเวยหักกิ่งไม้หลายท่อนราวกับเป็นเรื่องที่ไม่ได้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง จากนั้นใส่เข้ากองไฟเพิ่มไปอีก ใบไม้ที่ยังไม่แห้งสนิทถูกไฟลามเลีย