กิ่งไม้เหล่านั้นแอ่นงอก่อนส่งเสียงแตกแผ่วเบา
ตัวถ้ำพลันสงัด
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งเฝั้ากองไฟเช่นเดียวกับเขาผู้อยู่ฟากตรงข้าม ไม่มีใครเอ่ยคำทำลายความเงียบอีกเปลวไฟระริกไหว แผดเผาอยู่ในเงาสะท้อนส่วนลึกของดวงตา
เวลานี้ถึงกับมีความปกติแบบวิถีชีวิตทั่วไปปรากฏ ณ สถานที่ซึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอกถ้อยคำใด ๆ ล้วนไร้ซึ่งความหมาย นางกับเซี่ยเวยดั่งมีความเงียบที่ต่างฝั่ายต่างรู้อยู่แก่ใจ ทั้งไม่มีสิ่งใดให้สนทนาและไม่มี สิ่งใดอยากคุย
นางเองก็เติมฟืนให้กองไฟเป็นครั้งคราว
ทว่าห้วงความคิดเหมือนจะล่องลอย ความทรงจำขมขื่นสดใสไกลใกล้ทั้งหมดหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
เจียงเสวี่ยหนิงซุกใบหน้ากับวงแขนพลางมองเปลวเพลิงลุกโชน กระทั่งรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดการเดินทาง ความง่วงงุนจึงค่อยๆ คืบคลาน
ไม่รู้เช่นกันว่าเปลือกตาปิดลงเมื่อใด
ในสติอันรางเลือนคล้ายแว่วเสียงผู้ใดพยายามกลั้นไอ
จวบจนลืมตาอีกครา จึงพบว่าตนเอนนอนแอ้งแม้งบนกองหญ้าแห้งนุ่มที่ปูไว้ ชุดคลุมนักพรตเปือนเลือดแห้งกรังห่มบนบ่า ในขณะเดียวกัน ชุดคลุมตัวนอกของเซี่ยเวยก็ลดลงหนึ่งชิ้น อีกฝั่ายยังคงนั่งอยู่หน้ากองไฟ ตามเดิมหว่างนิ้วหนีบกิ่งไม้เรียวยาวครึ่งท่อน นั่งมองเปลวเพลิงโดยไม่ขยับเขยื้อน
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด นางคงยังจิตใจดีมีเมตตาเกินเหตุอยู่บ้าง
ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกแสบปลายจมูกนิดหน่อยได้อย่างไร
นางขยับริมฝีปากจะพูดบางสิ่ง ทว่ามองเสี้ยวหน้าต้องแส