าตาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
เนื้อแท้หามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไม่
ทว่าจู่ ๆ เซี่ยเวยก็นึกขึ้นได้ เดิมทีนางควรเป็นบุปผาในสวน มิใช่หญ้าในทุ่ง
ยามเดินเข้าไปใกล้ เหนือศีรษะคือกลุ่มเงาไม้สูง บดบังแสงดาวซึ่ง ไม่ได้มากมายมาแต่เดิมในคืนลมหนาวหอบพัด เจียงเสวี่ยหนิงมองสิ่งที่อยู่ใต้ฝั่าเท้าไม่ค่อยชัดอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ทันระวังก็ชนรากไม้ซึ่งยื่นโผล่ผิวดิน จากต้นไม้ด้านข้างพลันพลัดเซ
เซี่ยเวยยื่นมือเข้ามาประคอง
สองฝั่ามือสอดกุม
ทุกสิ่งเฉกเช่นวันวานก็ไม่ปาน
ทว่ายามนั้นนางคงเม้มปากแน่น ขมวดคิ้ว ต่อให้ต้องล้มกับพื้นก็จะ ปัดมือเขาออกให้ได้ ทว่าบัดนี้เด็กสาวที่เติบโตขึ้นแล้ว นางเงยหน้าเหลือบมอง เงียบไปชั่วครู่ก็เอ่ยกับเขาว่า “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
ดูคล้ายไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ทว่าก็คล้ายมีบางสิ่งเคลื่อนหมุนไป อย่างเงียบงัน
เส้นทางต่อจากนั้นยิ่งเงียบเชียบกว่าเก่าอย่างยากจะอธิบาย
คนทั้งสองต่างเก็บงำความรู้สึก ล้วนไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
บางครั้งหากเดินไวไป เซี่ยเวยจะหยุดเท้าคอยครู่หนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้ดึงดันแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง หากพบเนินเขาหรือห้วยใดข้ามเอง ไม่ได้ก็จะคว้ามือเซี่ยเวยที่ยื่นมาหา พยายามสุดกำลังไม่ให้ตนเป็นฝั่ายถ่วงการเดินทาง
เซี่ยเวยกล่าวว่า “ต้องข้ามแนวเขานี้ไปก่อนหิมะจะตก”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงนึกถึงคำพูดของเตาฉิน ก่อนหิมะจะมา ต้องรีบมุ่งสู่ด่านชายแดน
ยามเตาฉินเอ่ย นางมิได้ขบคิดลึกซึ้ง
ทว่ายาม