รวจใบอนุญาตเดินทางแล้วเห็นว่าคนกลุ่มนี้หากมิใช่ ผู้มากด้วยทรัพย์ก็เป็นผู้มากด้วยยศ จึงไม่กล้าปล่อยปละละเลย แต่ครั้นนึกถึงเรื่องในเมืองช่วงนี้ก็ส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้ตอบว่า “ยังจะเป็น เรื่องใดเสียอีก ก็เรื่องเรียกวิญญาณน่ะสิ”
เซี่ยเวยเลิกคิ้ว “เรียกวิญญาณหรือ”
เจ้าพนักงานเล่า “ท่านมาจากที่อื่นจึงไม่ทราบ ช่วงก่อนหน้านี้วัดอู่ฝู ซึ่งอยู่นอกเมืองจะซ่อมสะพาน สมณะใจทรามสองสามรูปกลับเขียนชื่อคน ลงบนกระดาษ แล้วนำไปติดลงบนตอม่อสะพานที่จะต้องทุบให้พัง นักพรตของอารามไท่ซวีเคยกล่าวไว้ การทำเช่นนี้ตรงกับพิธีกรรมของศาสตร์มืดศาสตร์มาร การเขียนชื่อคนลงกระดาษจะทำให้วิญญาณถูกเรียกเข้าไปในตอม่อ สะพานที่มีวิญญาณมนุษย์สิงสู่เมื่อซ่อมแล้วจะมั่นคงกว่าปกติ ตอนสมณะรูปนี้ถือบาตรเดินไปเดินมาเมื่อครู่ก็มีคนพบว่าหีบของเขาซ่อนผมมนุษย์เอาไว้ หากมิใช่ข้าวของสำหรับนำมาทำศาสตร์มืดแล้วจะเป็น อะไรได้อีก”
เจ้าพนักงานอีกกลุ่มเข้าไประงับสถานการณ์แล้ว
ทว่าก็ต้านความเดือดแค้นของมวลชนไม่อยู่
โดยเฉพาะสตรีซึ่งลากเด็กมาด้วย เสียงนางดังแหลม “หากเจ้าไม่ได้ คิดจะเรียกวิญญาณลูกชายข้า แล้วจะถามชื่อของเขาไปเพื่อเหตุใด ทั้งที่ในหีบมีผมคนซ่อนอยู่แท้ ๆ แต่ยังกล้าปฏิเสธอีก!หากเกิดอันใดกับลูกชายข้าขึ้นมาแล้วละก็ เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต! ลากเขาไปขึ้นศาลเสียสิลากเขา ไปขึ้นศาล!”
หลวงจีนถูกดึงทึ้ง ใบหน้าเขียวปืนหนึ่งม่วงปืนหนึ่ง ร่ำไห้กล