่าว “อาตมาเพียงเห็นว่าบุตรท่านมีจิตใจงามจึงต้องการสวดขอพรให้เขา เท่านั้นเอง…”
ทว่าไร้คนฟังเขาชี้แจง
บรรดาเจ้าพนักงานระงับสถานการณ์อย่างยากลำบาก รีบมัดตัวเขา ลากไปขึ้นศาล ครานี้สตรีซึ่งอยู่ที่เดิมถึงกอดบุตรชายร้องไห้โฮ ส่วนฝูงชน ที่เหลือพากันรุมล้อมเจ้าพนักงาน ร่วมมุ่งหน้าสู่ศาลาว่าการเซี่ยเวยพินิจอยู่ชั่วครู่
เตาฉินกับเจี้ยนซูต่างหันมามอง
เขากลับระบายยิ้มแช่มช้า ปราศจากท่าทีแยแส ทิ้งม่านรถลงเบา ๆ และเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”
เวลานี้รถม้าของเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาใกล้แล้วไม่น้อย ภาพนี้จึงเข้าสู่ครรลองจักษุพอดี
กล่าวไม่ถูกเลยจริง ๆ ว่าเป็นความรู้สึกประเภทใด
ยามมองคนกลุ่มนั้น ส่วนลึกในดวงตาของเซี่ยเวยหม่นมืด แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความเวทนาหรือเยาะหยัน เขาหลุบตาลงนิ่ง ๆความรู้สึก อื่นใดพลันเลือนหาย ถึงขั้นมีอารมณ์ชวนสะท้านชนิดหนึ่งแผ่ซ่าน…
ความเฉยชา
เขียนชื่อคนลงบนกระดาษแล้วจะเรียกวิญญาณมาหรือ
แค่คิดก็ย่อมทราบว่าเรื่องทำนองนี้เป็นไปไม่ได้
ชาวบ้านฟังวาจานักพรตแล้วกลับเชื่อหมดใจอย่างไร้ข้อกังขา ถึงขั้น เกิดความหวาดกลัว สตรีผู้นี้เพียงได้ยินหลวงจีนถามไถ่นามของบุตรก็เอะอะโวยวายไม่หยุด ฝูงชนโดยรอบก็ยิ่งทั้งหวาดหวั่นและเดือดดาล ไม่ว่าอย่างไรก็ยินดีปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่าเท็จ รุมต่อยตีเขาแล้วลาก ขึ้นศาลโดยไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี…
เจียงเสวี่ยหนิงหนาววาบในใจเล็กน้อย
โดยเฉพาะยามหวนนึกถึงสีห