ดที่เป็นของเด็กเล่นเยี่ยงนี้ก็คงนำมาใช้ไม่ได้เสียแล้วสิท่า อย่างท่านน่ะเรียกว่า ‘ปราชญ์ผู้รอบรู้ขบคิดพันครา ย่อมพลาดเสีย หนึ่งหน’ ส่วนอย่างข้าเรียกว่า ‘คนโง่เขลาขบคิดพันครา ย่อมถูกเสียหนึ่งหน’ ”
เซี่ยเวยมองนาง ก่อนก้มดูกระดานหมาก
ลมพัดม่านรถขึ้น แสงอาทิตย์ยามบ่ายปลายสารทฤดูทอดกายอย่างเกียจคร้านลงบนหมากขาวดำไม่เป็นระเบียบมุมหนึ่ง แต่ละเม็ดเกิดประกายมันวาววูบไหว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองไล่ตามแสงออกไปด้านนอก สายน้ำขุนเขา แผ่นดินอุดมพันลี้ห่านปั่าบินลงใต้เร็วรี่เคลื่อนผ่านไปลิบ ๆ
เมื่อได้ยินประโยค “คนโง่เขลาขบคิดพันคราย่อมถูกเสียหนึ่งหน” ของนาง มุมปากก็โค้งขึ้นน้อย ๆ แสงแดดรำไรสะท้อนในดวงตา ส่วนลึกของนัยน์ตานั้นสงบสุขอย่างไม่เคยมี กระทั่งคิ้วตาซึ่งงามดุจภาพวาด น้ำหมึกยังค่อย ๆ ผ่อนคลายดุจเค้าโครงของเทือกเขาอันไกลโพ้น
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังจะเก็บหมาก พอเงยหน้ามาพบก็รู้สึกคล้ายเห็น น้ำแข็งหิมะหลอมละลายลงต่อหน้า นางจึงถึงกับตาพร่าจังงัง
เซี่ยเวยที่เป็นเช่นนี้ ดูดีเกินไปหน่อยจริง ๆ
ชั่วขณะนั้นเสมือนนางมิใช่ผู้กำลังควบคุมร่างกายตนเอง ไม่รู้ว่า ห้วงคิดส่วนใดเลอะเลือนจึงพึมพำออกมาจากใจ “หากเซียนเซิงเป็นเพียงเซียนเซิงตลอดไปก็คงดีสิ…”
“…”
เซี่ยเวยได้ยินจึงหันกลับมามอง
รอยโค้งน้อย ๆ บนมุมปากค่อย ๆ ลบเลือน
เมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิงตกในภวังค์จนหลุดเปล่งความในใจ นางจึงยัง ไม่ทันรู้สึกตัว กระทั่งสายตาเขาหย