ง
ทว่าการอ่านหนังสือบนรถม้าใช้สายตาหนักเกินทน อีกทั้งหนังสือ อ่านเล่นก็ใช่ว่าอ่านได้ไม่มีเบื่อ เพิ่งผ่านไปหกเจ็ดวันก็ถูกนางพลิกเปิดเกือบหมด
“เฮ้อ เบื่อจริง…”
เจียงเสวี่ยหนิงนอนแผ่หลาในตู้รถ นางปาหนังสือเล่มสุดท้ายใส่มุม จ้องลายเนื้อไม้บนเพดานแล้วเปล่งเสียงถอนใจยาว
ครั้นเลิกม่านรถมอง เบื้องนอกคือหญ้าเหี่ยวแห้งสุดสายตา
พวกนางเคลื่อนขบวนขึ้นเหนือมากว่าพันลี้แล้ว ทัศนียภาพแห่ง เจียงหนานค่อย ๆ ผันแปรอากาศหนาวกว่าเดิมทุกขณะ ใบไม้สีแดงบนเขาห่างไกลล้วนมีน้ำค้างแข็งหนาวเหน็บจับตัวเป็นชั้นบาง ๆ
รถม้าของเซี่ยเวยอยู่ด้านหน้าห่างไปไม่ไกล
ตลอดทางที่ผ่านมานอกจากหยุดรถเพื่อพักเหนื่อยกินอาหารที่สถานีพักม้าหรือโรงเตี๊ยมพวกนางก็อยู่บนรถตนเองกันแทบตลอด ยากนักจะได้พบหน้า ประดุจไม่รู้จักกันก็ไม่ปาน กระทั่งว่าแทบไม่ได้สนทนากันเลย ด้วยซ้ำ
ยามว่างงานเอามาก ๆ บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงจะนึกถึงคนผู้นี้ ขบคิดคำถามที่เกี่ยวโยงกับเขา
อาทิ นางทราบจริงหรือว่าเซี่ยจวีอันเป็นคนเช่นใด
คนผู้นี้ดุจดั่งหมอกหนาบนขุนเขาอย่างไม่ต้องสงสัยยากจะคาดเดา ไม่อาจประเมิน
เขาประพฤติตนรู้กาลเทศะ น้อยครั้งนักจะขาดความเคารพต่อผู้ใด มีความสูงศักดิ์ประดับร่างราวกับเป็นสิ่งติดตัวมาแต่กำเนิด ต่อให้ทราบว่าชาติก่อนเขาเคยเข่นฆ่าก่อกรรมมามากเพียงใดอีกทั้งโหดเหี้ยมอำมหิต เพียงใด แต่เขาก็คู่ควรกับคำยกย่องว่าเป็น ‘ผู้สืบทอดวิถีปราชญ์’ อย่างยากจะปฏิ