ยงครวญไห้ลากยาว ไม่มีผิด
เสี้ยวแสงอาทิตย์สุดท้ายบนลาดเขาค่อย ๆเลือนลับ ในที่สุดเงาร่าง ของเสิ่นจื่ออีจึงหลอมเป็นเนื้อเดียวกับความมืดมนอนธการอันไร้ขอบเขต จนไม่อาจแยกได้อีกต่อไป
*****คืนก่อนจะออกเดินทาง เจียงเสวี่ยหนิงฝันร้าย
ฝันเห็นตนเองยืนอยู่บนกำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่าน ใบหน้าผู้คน รอบข้างล้วนพร่ามัวไม่แจ่มชัด เสียงเองก็ดังสลับเบา อึกทึกยากจะแยกแยะ นางคล้ายพยายามจำแนกบางสิ่งจากกลางเสียงเหล่านั้น
นั่นคือเสียงร่ำไห้จากสุดปลายถนนสายยาว
ขบวนเกียรติยศขาวดุจหิมะจนดูราวกับแม่น้ำสายบางอย่างยิ่งค่อย ๆ เคลื่อนมาใกล้ โลงศพโอ่อ่าทว่าเคร่งขรึมลอยบนแม่น้ำโดยไร้เสียง
นางอยู่บนกำแพงเมือง ทั้งที่ห่างกันไกลโพ้นกลับมองเห็นกระจ่างชัด
ชั่วอึดใจที่มองเห็นเต็มตา จู่ ๆ กำแพงเมืองใต้เท้าก็พังทลาย
นางร่วงตกจากที่สูง พลันตะโกนลั่นอย่างตื่นตระหนก “ไม่…”
นางผุดนั่งบนเตียงฉับพลัน เหงื่อเย็นอาบหน้าผาก ความรู้สึกแปลกประหลาดพร่ามัวในฝันยังคงวนเวียนในกาย เจียงเสวี่ยหนิงนั่งด้านในม่านเตียงอยู่นาน ก่อนจะลูบอกช้า ๆ ความหวาดกลัวยังไม่เลือนหาย
นางลุกขึ้นมาผลักเปิดหน้าต่าง มองออกไปด้านนอก
ท้องฟั้าแห่งเจียงหนานเพิ่งรุ่งสาง
โคมไฟหนึ่งแขวนตรงระเบียงทางเดินอย่างเดียวดาย
ร้านเสียไปั๋อยู่ในตรอกอูอี ละแวกนี้ปราศจากร้านค้า เวลาเช่นนี้ไม่มี ทั้งชาวบ้านผู้ใช้แรงงานที่มีชีวิตยากลำบากหรือคนเร่ขายของทำงานหามรุ่งหามค่ำ บรรยากาศเหลือแต