แม้เซี่ยเวยจะคลุมเสื้อไว้ กระทั่งว่าล้างหน้าบ้วนปากบ้างแล้ว แต่บนกายก็มีแค่ชุดคลุมขาวตัวบางอันเรียบง่าย เรือนผมยึดหลวม ๆ ด้วยปินไม้ สีเข้ม สีหน้าเรียบเฉย เทียบกับการแต่งกายเคร่งครัดยามปกติก็ดูจะเสริมความผ่อนคลายเข้าถึงได้ขึ้นมาบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงมองแล้วก็ทราบว่าเพิ่งตื่น
อย่างไรเสียเซี่ยเวยยามปกติจากปลายผมจดชายเสื้อก็ล้วนไร้ข้อให้ ใครตำหนิได้ทั้งสิ้น
เวลาเผชิญหน้าเซี่ยเวย ถึงอย่างไรนางก็ยังหวั่นเกรงอยู่มาก เมื่อเทียบกับท่าทีเหิมเกริมในอดีตแล้วจึงดูระมัดระวังอย่างยิ่ง นางขบคิดแล้วจึงเอ่ย ว่า “เรียนเซียนเซิง กินแล้วเจ้าค่ะต้องโทษศิษย์ที่ไตร่ตรองไม่ถี่ถ้วน มิได้ ส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าก็มารบกวน หากเซียนเซิงไม่สะดวกศิษย์จะมาใหม่ วันหลังเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเหลือบมองนางในที่สุด
ความเงียบงันวาบผ่านแววตาเขา ริมฝีปากซึ่งเม้มแน่นเผยความ รำคาญใจ ทว่าเขาก็ทำเพียงชี้ที่นั่งตรงข้ามเป็นเชิงบอกให้นั่ง พร้อมเอ่ย เรียก“เตาฉิน เพิ่มชามตะเกียบอีกชุด”
ขณะเข้าประตูมาเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่กล้าเดินไปใกล้นัก ร่างกายพลันแข็งทื่อเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่ขยับ
เซี่ยเวยแค่นหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าจะยืนมองข้ากินจนหมดหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติในที่สุด
สองปีที่ผ่านมา เซี่ยเวยเรียกได้ว่าซ่อนคมอยู่ในราชสำนัก จู่ ๆ วันหนึ่งออกจากเมืองหลวงมาถึงจินหลิง เห็นได้ชัดว่ามีธุระจะหารือกับนางอีกทั้งเวลายังกระชั้นจำต้องรั้งนางให้อยู่พูดคุยห