บนกระดาษมีตัวอักษรเขียนด้วยน้ำหมึกแน่นเต็มหน้า นี่เป็นสารด่วนส่งมาจากด่านชายแดนทว่าส่วนท้ายกำกับแก้ไขเป็นตัวอักษรสีแดงโดยฮ่องเต้!
พริบตาที่อ่านจบ ความรู้สึกเหลวไหลอันไร้ที่สิ้นสุดก็เข้ากลืนกินนาง ในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับไม่กล้าเชื่อตัวอักษรไม่กี่ตัวท้ายสาร หยาดน้ำในดวงตาปะปนด้วยความชิงชังและไม่ยินยอม จากนั้นพลันร่วงรินเปือนรอยหมึกซึ่งแห้งแล้ว
เว่ยเหลียงลงมาจากชั้นบน เขาไม่ทราบว่าผู้มาเป็นใครและยิ่งไม่ ทราบว่าเจียงเสวี่ยหนิงกับคนเมื่อครู่มีความสัมพันธ์แบบใดกัน แต่ถึงกระนั้นคำเรียก ‘เซียนเซิง’ ที่กระทบโสตก็ฟังต่างจากปกติอยู่บ้างจริง ๆ
เขาเคยพบเคยเห็นดรุณีหลั่งน้ำตาเสียที่ไหน
เวลานี้จึงทำสิ่งใดไม่ถูกโดยสิ้นเชิง
นิ้วมือที่จับกระดาษของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆกำแน่นกว่าเก่า บอก เว่ยเหลียงเพียงว่า “กลับไปเถิด”
หากเขาได้ยินถ้อยคำดังกล่าวในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ คงจะมีแต่ความยินดีปรีดา
เพราะอย่างไรเสียก็หมายความว่าเขาหนีได้แล้ว
ทว่าตอนนี้เว่ยเหลียงแค่ตอบรับคำหนึ่ง ต่อให้คิดหนีก็ยังไม่กล้า ด้วยเป็นห่วงท่าทีของนาง เกรงจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วครู่ เก็บจดหมายฉบับนั้นแล้วเรียก คนที่พามาด้วยตอนออกมาข้างนอก ฝากคำพูดทิ้งไว้ให้โหยวฟางอิ๋นที่ยัง เจรจาในสวนชิงหยวนไม่เสร็จ จากนั้นเดินทางกลับร้านเสียไปั๋ก่อนโหยวฟางอิ๋นทราบว่าวันนี้นางตั้งใจมาพบหลี่ว์เสี่ยน
ครั้นการหารือ