รถม้าของเจียงเสวี่ยหนิงขับตรงมาถึงหอกวนหลาน
ช่วงนี้ของฤดูใบไม้ร่วงฟั้าโปร่งอากาศเย็นสบาย ผู้คนโดยมากจะไปริมแม่น้ำฉินหวาย หรือชมดอกหอมหมื่นลี้ไหว้พระบนภูเขาในละแวกใกล้เคียง โรงน้ำชาผู้คนบางตา น้อยนักจะมีผู้ใดเหมาทั้งชั้น ดังนั้นเมื่อเถ้าแก่เห็น ลูกค้ามาจึงฉีกยิ้มจนหน้าบาน
การตกแต่งของโรงน้ำชาค่อนข้างงามประณีต
ชั้นสองบริเวณข้างราวกั้นเปิดพื้นที่ขึ้นแท่นสำหรับบรรเลงพิณโดยเฉพาะ ด้านบนจัดโต๊ะตั้งพิณ ตรงมุมมีเตาจุดกำยานกลิ่นไม้กฤษณาอันไม่เลวนัก
เพียงแต่เวลานี้ลูกค้าน้อยราย จึงไร้นักเล่นพิณมาบรรเลงเพลง
เจียงเสวี่ยหนิงเองมารอคนก็ไม่ต้องการถูกรบกวน โบกมือไล่เด็กรับใช้ของโรงน้ำชาที่จะเข้ามารับรองแขก ทั้งยังไม่ได้ให้เรียกตัวนักเล่นพิณแค่ หาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านฆ่าเวลา คอยให้การหารือด้านในสวนชิงหยวน เสร็จสิ้นแล้วจะได้พบหลี่ว์เสี่ยน
เว่ยเหลียงเบื่อหน่ายแทบขาดใจ
บนชั้นหนังสือมีแต่คัมภีร์ขงจื่อ หนังสือประวัติศาสตร์ ตำราปรัชญา วรรณกรรม รวมถึงบทประพันธ์กาพย์กลอน เขาไม่สนใจเลยสักเสี้ยวหลังจากพยายามระงับอารมณ์จนดื่มชาไปได้ครึ่งถ้วย ก็พลันผุดลุกแล้วนั่งใหม่ เดินจากฟากนี้ไปยังฟากโน้น ว่างจนไม่มีสิ่งใดให้ทำแล้วจริง ๆ ทั้งยัง รู้สึกว่าโรงน้ำชาคนน้อยเหลือเกิน ปราศจากโอกาสอาศัยความวุ่นวาย หลบหนีไปโดยสิ้นเชิง
แม้ทิวทัศน์น่าดูชม เขากลับรู้สึกคล้ายถูกพันธนาการ
หาทางอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ทำได้แค่เดินไปข้างรา