ระกูลเซี่ยมากแล้ว เซี่ยเวยเองก็ดูมิได้มีท่าทีฝักใฝั่อันใดกับตระกูลตน ตระกูลเซี่ยจึงมิได้ฟืนตัวแต่อย่างใดชาติที่แล้วผู้คนวิจารณ์แซ่ซ้องเซี่ยเวย ต่างเรียกเขาเป็นจำพวกเดียวกับตระกูลเซี่ยผู้เคยยิ่งใหญ่ในคำกล่าวที่ว่า ‘กาลก่อนหวังเซี่ยรุ่งโรจน์นางแอ่นโผผิน’ เขาจึงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์อัสดงเสี้ยวสุดท้ายแห่งตระกูลเซี่ยที่เคยยิ่งใหญ่ซึ่งยังหลงเหลือทาบทอใน รัชสมัยใหม่
ทว่างานเลี้ยงครานี้เจ้าหน้าที่หลวงเชิญพ่อค้าเกลือมาชุมนุม ปกติ เจียงเสวี่ยหนิงคุมกิจการอยู่เบื้องหลัง เบื้องหน้าจึงไม่ได้มีฐานะเป็น ผู้ค้าเกลือ อีกทั้งในสวนชิงหยวนก็มีคนมากมายหูตามากมี เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่สถานที่ซึ่งเหมาะแก่การสนทนา นางจึงให้คนเหมาโรงน้ำชากวนหลานที่ตั้งเยื้องสวนชิงหยวนทั้งชั้น รองานเลี้ยงจบจะได้พบหลี่ว์เสี่ยนทันที
ไม่กี่วันมานี้เว่ยเหลียงถูกนางจับตัวกลับมาจินหลิงแล้ว
ครั้นเห็นกับตาว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะออกไปข้างนอก เขายังแอบยินดี อยู่ชั่วขณะ นึกในใจว่าอาจฉวยโอกาสหลบออกไปได้
อยู่เมืองจินหลิงจะไปสบายกายสู้ตอนอยู่ในเรือกสวนไร่นาได้เช่นไร
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงที่แต่เดิมเดินออกไปแล้วกลับขวับ กวาดตาขึ้นลงพินิจเขาชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านไปกับข้าเถอะ”
เว่ยเหลียง “???”
เขาปฏิเสธในใจเป็นหมื่นหน อยากนั่งติดเก้าอี้ไม่ต้องลุกใจแทบขาด ใบหน้ากลายเป็นสีเขียวเอ่ยอย่างขื่นขม “แม่นางผู้ว่าจ้าง ท่านน่ะไปถก เรื่องสำคัญ ไป