รินเหวยจื้อยอมกลับ
ยามถึงบ้านทั่วทั้งตัวมีแต่ฝุั่นดิน อยู่ข้างนอกตัวคนเดียวลิ้มรสความลำบากมาไม่น้อย ใบหน้ากรุ่นโกรธเป็นล้นพ้น ไม่อาจทราบว่าเขากำลังเคืองใครอยู่
โหยวฟางอิ๋นมีพรสวรรค์แฝงเร้นด้านการค้าระดับหนึ่ง ทว่าด้านความรู้สึกคล้ายจะหัวทึบโดยสิ้นเชิง ยังคงไม่เข้าใจสาเหตุที่เหรินเหวยจื้อเป็นแบบนี้ นางสนทนาเรื่องผลประโยชน์ ถกเรื่องนาเกลือกับเขาเป็นจริงเป็นจังเข้าจริง ๆ เอ่ยวาจาจำพวก เรื่องหย่าถึงอย่างไรก็ต้องหย่า ทว่ามีเรื่องมากมายจะต้องส่งมอบ ต้องให้ประมุขตระกูลอย่างเขาค่อย ๆ รับไม้ต่อ
เหรินเหวยจื้อฟังแล้วหน้าคล้ำ
สุดท้ายวันหนึ่งเขาก็กรอกสุราเข้าปากหนึ่งจินแล้วไปเคาะประตูเรียกโหยวฟางอิ๋นออกมาสารภาพความในใจว่า ในเมื่อทั้งสองสมรสกันแล้ว อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาก็ไม่มีวันเวลาอึดอัดใจไฉนไม่ผิดพลาดแล้วก็ปล่อยให้ มันผิดพลาดจนถึงที่สุด ทำเสียว่าเป็นบุพเพสันนิวาสอันดีที่สวรรค์ประทานให้เล่า
หนึ่งปีที่ผ่านมาโหยวฟางอิ๋นไหนเลยจะเคยนึกถึงเรื่องนี้
หัวสมองทำแต่การค้าลูกเดียว
เมื่อเหรินเหวยจื้อกล่าวดังนี้ย่อมส่งผลให้นางทำสิ่งใดไม่ถูกอยู่ตรงนั้นเอง
สองคนนี้ก็น่าสนใจนัก
ต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงถามนางว่าจะจัดการอย่างไร
โหยวฟางอิ๋นตอบตะกุกตะกัก “ข้าก็ไม่รู้ว่าตนเองชอบเขาหรือไม่ ที่แล้วมาไม่เคยนึกในทางนี้มาก่อนเลย เพียงแต่ตลอดหนึ่งปีกว่าข้ารู้สึกว่าแม้เขาจะมิได้เชี่ยวชาญด้านการค้าเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นชายที่ไม่เ