วางจอกสุราแล้ว ตามมาด้วย
เพิ่งเข้าสู่ระเบียงทางเดินตามใครคนนั้นไปได้ไม่กี่ก้าว นางพลันได้ยินเสียงหัวเราะจากทางด้านหลัง
ใครบางคนกล่าวอย่างเบิกบาน “งานเลี้ยงเพิ่งดำเนินไปได้ครึ่งทาง เถ้าแก่โหยวก็รีบร้อนจะไปเสียแล้ว มองไม่ออกเลยว่าที่แท้ใส่ใจข่าวคราวเกี่ยวกับด่านชายแดนถึงขนาดนี้ หรือคิดจะก้าวเข้าสู่วงการค้าสมุนไพร ด้วย”
เสียงนี้คุ้นหูนัก
โหยวฟางอิ๋นพลันหัวใจบีบรัด หันศีรษะกลับไปเห็นหลี่ว์เสี่ยน
เขาสวมชุดบัณฑิตตัวยาว แม้จะทำการค้าจนเนื้อตัวควรเหม็นสาบเงิน แต่กลับวางท่าไม่เคยยอมด้อยค่าตนเอง มีมาดเช่นปัญญาชนเสมอมาน่าเสียดายที่ร่องรอยบนดวงหน้าให้ความรู้สึกแบบพ่อค้าหน้าเลือดสมองใสไปหน่อย ตรงกันข้ามกับเหรินเหวยจื้อพอดิบพอดี
นางหยุดเท้า ตื่นตัวกว่าเก่า “เถ้าแก่หลี่ว์เองก็มาหรือ”
หลายวันมานี้หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้ออกจากจินหลิงเพียงคาดการณ์ปฏิกิริยาของฝังเมืองหลวงหลังจากได้รับจดหมายตลอดจนสะสางธุระส่วนหนึ่ง วันนี้เมื่อได้ยินว่าเหรินเหวยจื้อและโหยวฟางอิ๋นจะมา เขาจึงตามมาด้วยเสียเลย
เขาเข้าใกล้และกล่าวว่า “หลายวันก่อนคิดจะพูดคุยกับเถ้าแก่โหยว สักเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่ากลับไม่ไว้หน้ากันสักนิด ซ้ำยังไม่ยินดีคุยต่อสักครึ่งประโยค พลอยทำให้คนแซ่หลี่ว์เสียใจอยู่บ้างการได้พบพานวันนี้ถือเป็นโอกาสหายาก ไม่ทราบจะพอมีเวลาให้กันหรือไม่”
โหยวฟางอิ๋นถอยหลังหนึ่งก้าว “วันนี้เป็นงานเลี้ยง อยู่ในเรือนผู้อื่นไม่เหมาะสม