กหนาเกินไป!
อย่างไรเสียแปั้งย่างตกจากฟั้า[1]เช่นนี้ใครไม่เก็บก็นับว่าโง่เง่า ยิ่ง กว่านั้นสมองของเว่ยเหลียงคงนำไปใช้แต่กับการท่องตำราและทำเกษตรหมดแล้ว ปราศจากไหวพริบสำหรับแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักโดยสิ้นเชิง
คนรอบข้างล้วนเข้าใจว่าเขาคือคนสนิทของนาง
เป็นเหตุให้เจียงเสวี่ยหนิงต้องคอยเค้นสมองช่วยเขาไกล่เกลี่ยอย่าง เลี่ยงไม่ได้ ขอเพียงอีกฝั่ายไปบุ่มบ่ามล่วงเกินใครหรือไปขวางทางผู้อื่นจนถูกคิดบัญชี ล้วนต้องเป็นนางผู้ตามรับใช้อยู่เบื้องหลังที่คอยเก็บกวาด ปัญหาหรือไม่ก็คุ้มกะลาหัวบางเวลานางยังสงสัย ระหว่างเปินกงกับเว่ยเหลียง ตกลงใครเป็นบรรพบุรุษใครกันแน่
สรุปแล้ว ผ่านไปนานวันเข้าคนสมองขาด ๆเกิน ๆ ผู้นี้ก็เชื่อนาง หมดใจ
แรกเริ่มจะใช่ความเข้าใจผิดหรือเปล่าแน่นอนว่าไม่สำคัญอีก
ไม่ว่าสถานการณ์ในราชสำนักจะเปลี่ยนไปอย่างไร บุคคลเช่นนี้ก็คือ ผู้ที่คนเบื้องบนโปรดปรานที่สุด ประชาชนเองก็ไม่อาจแยกห่าง เจียงเสวี่ยหนิงมองว่าต่อให้ชาติก่อนนางจะถูกโค่นล้มจุดจบของเว่ยเหลียงคง ไม่แย่นัก
อย่างเลวร้ายสุดก็แค่กลับไปทำสวนที่บ้านเกิดไม่ใช่หรือ
ถึงอย่างไรเขาก็ชอบอยู่แล้ว
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจับจ้องอีกฝั่าย อารมณ์กลับกลายเป็นซับซ้อน ยิ่งนัก ครู่ใหญ่จึงยกมุมปากคลี่ยิ้มด้วยท่าทีเปียมความปรารถนาดี “คุณชายเว่ย ข้าถามท่านอยู่นะ”
เว่ยเหลียงสั่นสะท้าน “ผู้ ผู้น้อย…”
เจียงเสวี่ยหนิงนำความอดทนในการกล่อมคนโง่จากชาติที่แล้