งคนเหล่าขุนนางสุนัขไม่อยากควักเงิน เช่นนี้แล้วจะไม่ไปไถเอาจากพ่อค้าใหญ่ได้หรือ ได้ยินว่าก็ให้พวกเขานี่ละออกเงินให้ ผู้ใดให้เยอะปีหน้าก็ออกใบอนุญาตค้าเกลือหลวง ให้ผู้นั้นมากหน่อย”
“สังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้นทุกวันจริงหนอ…”
“แน่ละ”
…
คนขับถามไถ่จนรู้ที่ตั้งตรอกอูอีก็ขับรถมุ่งหน้าต่อ ค่อย ๆ ทิ้งห่าง ออกมา สรรพสำเนียงด้านหลังจับความได้คลุมเครือทีละน้อย กลืนไปกลางเสียงกุบกับของรถม้า กลับกลายเป็นเสียงแว่ว ๆ
เว่ยเหลียงหลุบตา ลูบด้านในแขนเสื้อ
สมุดบัญชีของฤดูนี้ซ่อนเงียบเชียบอยู่ด้านในมัดไว้กับแขนอย่าง แน่นหนา
คนขับเอ่ยขึ้น “คุณชายเว่ย ถึงแล้วขอรับ”
เว่ยเหลียงจึงค่อยเลิกม่านลงจากรถด้านในตรอกเก่าสายยาวแห่งเจียงหนานตะไคร่น้ำขึ้นในรอยแตก ของพื้นหินปูน ใบไม้สีเหลืองทองแห่งสารทฤดูซึ่งไม่ทราบมาจากที่ใดปลิดปลิวสู่พื้น ประตูและเรือนเบื้องหน้าเปล่าเปลี่ยวยิ่ง ปราศจากเศษเสี้ยวความหรูหรา ไม่มีกระทั่งชื่อเป็นกิจจะลักษณะ ติดไว้แค่แผ่นปั้ายสีดำสนิทเหนือประตูที่เขียนไว้สามคำว่า ‘ร้านเสียไปั๋’
เขาเข้าไปเคาะห่วงประตูด้วยตนเอง
ไม่นานก็มีคนมาเปิด
เป็นสาวใช้หน้าตาพริ้มเพราผู้หนึ่ง อีกฝั่ายเห็นเขาก็ไม่ได้ตกใจ กลับ แฝงแววประเมินในดวงตา กล่าวอย่างมิได้กระตือรือร้นหรือเย็นชาว่า “คุณชายเว่ยมาแล้วหรือ หลังจากเจ้าบ้านข้าได้รับคำขอพบจากท่าน ก็ตั้งใจคอยที่นี่อยู่นานเชิญท่านเข้ามาเถิด”
จากด้านนอกมองไม่ใคร่ออกเลยว่า ภายในร