้านเสียไปั๋เงียบสงบและสวยงามทีเดียว
ตรงทางเดินแขวนกรงนกแก้วสองสามตัว
ยามเห็นคนก็ร้อง “ผู้มาเป็นใคร ผู้มาเป็นใคร!”
เว่ยเหลียงไร้คำพูดย่างเท้าจนถึงส่วนลึกของเรือน ผ่านประตูฉุยฮวาสองชั้นจึงเข้ามาถึงศาลาริมน้ำติดทะเลสาบ ข้างที่นั่งคนงามของศาลาริมน้ำมีเก้าอี้มีพนักพิง วางเฉียงกับโต๊ะเตี้ยสี่เหลี่ยมอีกตัวไว้ด้านข้าง บนนั้นมีถาดผลไม้กับสมุด บัญชีที่เปิดค้างวางอยู่
คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คือสตรีผู้หนึ่ง
ซ้ำมิใช่นั่งตัวตรงปกติ แต่กำลังนั่งขัดสมาธิท่าทางเกียจคร้าน เรือนผมเงางามดำสนิทเสียบไว้เพียงปินโมราสีแดงส้ม หันหน้าไปทางผืนทะเลสาบ หันหลังให้ศาลา มือเท้าคางมองเบ็ดตกปลาที่พาดบนราว ท่าทางเหมือน กำลังคอยปลามาติดเบ็ดอย่างเบื่อหน่ายจวนขาดใจเว่ยเหลียงเห็นแต่แผ่นหลังครึ่งหนึ่งของนางจากมุมนี้
ไม่อาจมั่นใจไปชั่วครู่ว่าใช่แม่นางที่ตนพบเมื่อปีกลายหรือเปล่า
หญิงรับใช้ที่นำทางรายงาน “คุณหนู คุณชายเว่ยมาแล้วเจ้าค่ะ”
คุณหนูไม่หันศีรษะกลับมาด้วยซ้ำ “ท่านรับเงินข้าและเพาะปลูกใน ที่ของข้า แล้วยังกล้ายึดสมุดบัญชีกับริบผลผลิตข้ามาใช้ข่มขู่อีกนะ ไม่ว่าอย่างไรก็จะพบข้าเพื่อถามให้ทราบเรื่องทั้งหมดให้จงได้เลยเชียว คุณชาย เว่ย สังคมสมัยนี้โจรผู้ร้ายอาละวาดตามอำเภอใจ ท่านไม่กังวลหรือไรว่าระหว่างทางอาจเจอเรื่องไม่คาดฝัน ไม่ทันระวังก็กลายเป็นผี”
เว่ยเหลียงได้ยินเสียงนี้พลันจำได้
ไม่ยินดียินร้าย ประดุจลมโชยผ่านหู ดั่ง