อไปไม่ได้เล่า”เจียงเสวี่ยหนิงพยายามดึงมือกลับ ทว่ามือที่จับนางไว้ไม่ขยับโดย สิ้นเชิง
เซี่ยเวยมองนางพลางซักไซ้อย่างสงบ “เจ้าคือบุตรีภรรยาเอกของรองเสนาบดีกรมคลัง พระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ น้องภรรยาของ หลินจืออ๋อง สหายของเยี่ยนหลิน ที่พึ่งของเซียวติ้งเฟย ลูกศิษย์ของข้า… แล้วเจ้าจะหวาดกลัวสิ่งใด”
แต่ละประโยคของเขาเคาะลงมายังประสาทส่วนที่อ่อนไหวของนาง ครั้นถึงคำว่า ‘ลูกศิษย์ของข้า’ เส้นประสาทขึงเครียดในสมองของเจียงเสวี่ยหนิงก็ขาดผึง!
ใต้หล้านี้จะเป็นใครก็ได้…
ยกเว้นเซี่ยเวยผู้เดียวเท่านั้นที่นางไม่มีวันกล้าสร้างมลทิน!
ยามนี้นางดุจเหยื่อถูกต้อนเข้าสู่ทางตันเผชิญหน้าสัตว์ดุร้ายซึ่งย่าง เข้าใกล้ทีละก้าวจำเป็นต้องแผ่หนามแหลมทั้งหมดบนตัว เกร็งทุกส่วนทุกอณูของร่างกายถึงจะช่วยให้ตนเรียกความกล้าน้อยนิดขึ้นมาได้ นางถลึงตาแดงเรื่อบอกเขา “ปล่อยข้า”
นางไม่เรียก ‘เซียนเซิง’ อีกต่อไป
ในที่สุดส่วนลึกของดวงตาเซี่ยเวยก็เผยร่องรอยความโหดเหี้ยมราง ๆ อย่างเงียบงัน สุ้มเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเมื่อครู่ “จางเจอก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงคิดจะออกจากเมืองหลวงเล่า”
หากยกนามนี้มาเอ่ยในวันวาน ในใจเจียงเสวี่ยหนิงอาจเกิดความ หวานชื่นที่มิอาจบอกใครทว่าหลังจากไขความจริงจนประจักษ์แจ้ง เมื่อวานซืน สิ่งที่นามนี้ให้กับนางได้ก็เหลือเพียงความเศร้าเสียดายที่ไม่อาจ กู้คืนและความเจ็บทิ่มแทงของการได้แต่มองทว่าไม่อาจใกล้ชิด