บเจ้าให้ลุล่วง ยังต้องชดใช้บุญคุณเจ้า เพราะ ติดค้างหนี้ชีวิตเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงหนีเขาไม่หลุด พูดปนสะอื้นว่า“ไม่ต้องให้ท่านชดใช้ คืนแล้ว ข้าไม่สนใจ!”เซี่ยเวยหวนนึกถึงเรื่องเมื่อครั้งเนิ่นนานมาตอนนั้นยามดรุณีน้อยซึ่ง เห็นได้ชัดว่าชิงชังเขาเห็นเขาปั่วยไม่สมประดีก็ร่ำไห้ทั้งวันทั้งคืนเนื่องจากกลัวเขาสิ้นลมข้าง ๆ จนนางต้องอยู่ร่วมกับคนตาย นางจึงคอยอยู่เคียง ไม่ห่าง อยากออกไปเก็บยาสมุนไพรก็กลัวลิงปั่าตามชนบทกับหมาใน หมาปั่าที่หากินกลางคืน
วันนั้นเป็นช่วงฤดูกาลหิมะใหญ่[1]
กลางไพรลึกอากาศยิ่งเหน็บหนาว บนที่สูงมีหิมะขาวลอยล่อง
แม่นางน้อยร้องไห้มาทั้งคืนจนเหนื่อย
เวลาเช้าตรู่ เขาตื่นในอารามอย่างมึนงงโดยไม่พบใคร
จนกระทั่งกลางวันจึงเห็นกลุ่มเงาขาวเดินเข้ามาจากนอกถ้ำ ทั่วตัว นางหนาวเหน็บ บนศีรษะและไหล่มีแต่หิมะ ริมฝีปากม่วงคล้ำ ไม่รู้ไปเด็ดพืชสมุนไพรมาจากที่ใด ใช้หินจุดไฟด้วยมือสั่นเทา ทว่ากิ่งไม้ในอากาศ แบบนี้ต่างเปียกชื้น นางจุดไฟไม่ติดก็ไม่ได้ร้องไห้ เพียงกัดสมุนไพรเป็นเศษ ๆ ทีละนิด ใส่ลงในเสี้ยวชามแตก ๆ ที่ไม่รู้ไปหยิบมาจากเนินหลุมศพแถวไหน
มีดเขาปักในซอกหิน
นางเสียเวลาอยู่นานกว่าจะดึงออก ตัวสั่นขณะกรีดเส้นบนข้อมือ โลหิตแดงสดหลั่งไหลเป็นสาย เลี้ยวลดหยดลงยังเสี้ยวชามดินเผาแตก ผสมเข้ากับสมุนไพรสีเขียวเข้มจนกลายเป็นสีม่วงดำข้น
จากนั้นจึงยกชามยื่นมาจ่อริมฝีปากเขา
ดวงหน้าขาวซีดของเด็กสาวปราศจาก