ร่องรอยสีเลือด นางกล่อมเขาเสียงปนสะอื้น“เคยมีหมอที่เก่งกาจมากผู้หนึ่งมาที่หมู่บ้าน ใช้ตำรับยานี้คืนชีพให้คนตาย พอเจ้าดื่มก็จะหายดี…”
คนตายแล้วจะฟืนคืนชีพได้เช่นไรคงเป็นพวกหมอต้มตุ๋นเที่ยวแอบอ้างหลอกคน
จวบจนทุกวันนี้เขาก็ยังยากจะแยกแยะว่าสุดท้ายแล้วนั่นเป็นแค่ ความฝันหรือไม่
มีเพียงรสคาวปนขมประหนึ่งสนิมของยาสมุนไพรผสมโลหิตอันสุดแสนจะฝาดคอที่หลั่งไหลจากส่วนลึกของความทรงจำเป็นครั้งคราว
ต่อมาเขาฟืนจากไข้ คล้ายว่าจะหายดีแล้ว
ส่วนดรุณีน้อยกลับเริ่มออกอาการเลอะเลือนเขาออกไปสำรวจเส้นทางพร้อมหาของกินทว่านางเอาแต่ดึงแขนเสื้อเขา มึนงงพร่ำบ่นเสมือนกำลังละเมอ “ข้ารู้อยู่แล้วเชียว พอหายดีเจ้าก็จะ ไปคนเดียว…”
ในเมื่อไร้ทางเลือกอื่น เขาจึงพานใจอ่อนแบกนางขึ้นหลังเดินโซซัดโซเซ
แต่กระนั้นนางก็ยังรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนดี มีโอกาสจะทิ้งนางจากไป
เขาจึงได้แต่ฉีกชุดที่สกปรกไปหมดเป็นแผ่นแคบ ๆ ผูกปลายหนึ่ง ไว้กับข้อมือนาง แล้วมัดอีกปลายไว้กับข้อมือตัวเอง จากนั้นบอกนางว่า“ยามนี้ข้ากับเจ้าผูกติดกันแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็นำไปก่อนไม่ได้ ข้าอยู่ตรงนี้”
อาการละเมอของนางจึงค่อย ๆ สงบ
เซี่ยเวยระลึกดู นั่นคือช่วงเวลาที่เหลวไหลและโง่เง่าที่สุดตลอดยี่สิบ กว่าปีของเขาเลยจริงๆ
กลางโลกที่ไม่อาจคาดเดาคลับคล้ายบังเกิดความเชื่อหนึ่ง…
เชื่อว่าในสถานการณ์อันสิ้นหวังขนาดนั้นก็จะยังหาความหวังเส้น สุดท้าย ไม่มีพิณและตำราไม่มีดาบและกระ