มตัวเขามา!”
นางเปิดประตูและเชิญเจียงเสวี่ยหนิงเข้าบ้าน
จากนั้นเดินไปหน้าประตูห้องอักษรที่ไม่ได้เปิดเลยตลอดทั้งคืนเพื่อเรียกจางเจอโดยลืมวางตะกร้าด้วยซ้ำ
นึกไม่ถึงว่ายังไปไม่ทันถึงขั้นบันได ประตูห้องซึ่งเดิมปิดสนิทเดิมกลับเปิดออก
จางเจอยืนจับขอบประตูอยู่ด้านในเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มสวมบนร่าง ถึงจะยังคงยืนลำตัวเหยียดตรง แต่กลับให้ความรู้สึกเงียบเหงาอ้างว้าง เขานิ่งมองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังยืนอยู่ในลานเรือนขนาดเล็กอันซอมซ่อผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ยว่า “คุณหนูรองเจียง เชิญเข้ามา”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอยู่นานเช่นกัน ก่อนจะย่างเท้าขึ้นบันได
ครั้นถึงหน้าประตู จางเจอก็ถอยเข้าไปด้านในเพื่อหลีกทางให้
นางเข้าไปในห้อง
จางเจอบอกกล่าวอะไรบางอย่างกับเจี่ยงซื่อจากนั้นจึงหมุนกายและปิดประตู
คนทั้งสองซึ่งไม่ได้นอนมาทั้งคืนนั่งหันหน้าเข้าหากัน
น้ำชาเป็นชาเก่าของเมื่อวาน เย็นชืดไปแล้ว
บนโต๊ะมีเอกสารทางราชการกองระเกะระกะควันดำลอยเอื่อยจากปลายไส้ตะเกียงที่มอดดับลำแสงของดวงตะวันซึ่งเพิ่งโผล่พ้นขอบฟั้าทางทิศตะวันออกลอดผ่านบานหน้าต่างเบื้องหน้าโต๊ะเคลือบเงาตัวเตี้ย ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นให้สลายไปเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองเขา
ส่วนจางเจอกลับหลุบตา
นางเอ่ยเบา ๆ “วันนี้เดิมทีสมควรเข้าร่วมฟังราชกิจ แต่ใต้เท้าจางอยู่บ้านราวกับรู้ว่าข้าจะมากำลังรอข้าอยู่หรือเจ้าคะ”
จางเจอนิ่งเงียบ
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งคุกเข่า วา