หยวยกน้ำชาเข้ามา แล้วจึงถอยออกไป
ในห้องเหลือเพียงสองพ่อลูก
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก“ยายหนูหนิงเอ๊ย บัดนี้งานมงคลสมรสของพี่สาวเจ้ากำหนดแล้ว รอเพียงทำพิธีในอีกสองวันเท่านั้น ข้าว่านับตั้งแต่เจ้ากลับมาหลังเป็นพระสหายร่วมศึกษาในวังหลวงก็เหมือนจะไม่ค่อยชอบออกจากบ้าน ในบรรดาคุณชายจากตระกูลใหญ่และตระกูลสูงศักดิ์ทั่วเมืองหลวง นอกจากติ้งเฟยซื่อจื่อซึ่งไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวผู้นั้น เจ้าต้องตาต้องใจผู้ใดบ้างหรือไม่ ทางบ้านก็ถึงเวลาสมควรจัดแจงให้เจ้าแล้วเช่นกัน”
จริงดังคาด เมื่อถึงวัยอันสมควร ครอบครัวก็เริ่มกลุ้มใจเรื่องการออกเรือนของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยกถ้วยน้ำชา ยามก้มศีรษะก็มองเห็นเพียงดวงตาและแววตาของตนที่ส่องสะท้อนกระเพื่อมไหวอยู่ในถ้วย ใบหน้าซึ่งผุดในสมองแวบแรกนั้นเคร่งขรึมเย็นชา แต่มิได้มอบความรู้สึกอันอ่อนโยนและหวานชื่นแก่นางสักเท่าใด กลับเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ แทน
นางมือสั่นระริก วางถ้วยชาอย่างแช่มช้า
เจียงปั๋อโหยวมองสำรวจสีหน้านาง รีบพูดต่อ“ข้ามิได้รีบร้อนต้องการมอบเจ้าให้แก่ผู้ใด หากเจ้าเที่ยวเล่นกับติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นั้นอย่างมีความสุขและเขาเปลี่ยนแปลงนิสัยสำมะเลเทเมาเหลาะแหละไม่จริงจังกับชีวิตได้ อีกทั้งเจ้ายังชอบเขาจริง เรื่องนี้ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้…”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “ท่านพ่อคิดมากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้ามิได้มีใจให้ผู้ใด”
เจียงปั๋อโหยวโล่งอก คิดว่าหากนางชอบเ