พยายามตีสนิท รวมถึงเข้าหาเพื่อผลประโยชน์พากันเหยียบย่ำธรณีประตูจวนตระกูลเจียงแทบจะแหลกลาญพลอยทำให้บรรดาบ่าวไพร่หน้าชื่นตาบานเดินเหินกระฉับกระเฉงแคล่วคล่อง ต้อนรับขับสู้ด้วยใบหน้าผ่องใสทว่าบุคคลเหล่านี้มิได้รวมสาวใช้และหญิงรับใช้ภายในเรือนเจียงเสวี่ยหนิง
พวกนางไม่เพียงไม่ยินดี ช่วงหลายวันมานี้ยังหน้านิ่วคิ้วขมวด ทำทุกสิ่งด้วยความระแวดระวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
โหยวฟางอิ๋นแห่งแดนสู่ส่งจดหมายฉบับใหม่มา ถังเอ๋อร์ไม่กล้าใช้งานใครอื่นจึงออกไปรับเองทว่าระหว่างเดินกลับเข้าจวนก็บังเอิญพบเจียงปั๋อโหยวซึ่งกำลังจะเดินทางออกไปข้างนอก
เจียงปั๋อโหยวปรายตามองนางพลางย่นหัวคิ้ว“ยายหนูหนิงยังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือ”
ถังเอ๋อร์ตัวสั่นงันงก “วันนี้คุณหนูหลับถึงยามเหม่าสามเค่อก็ตื่นแล้วเจ้าค่ะ เมื่อกินข้าวต้มที่ห้องครัวเตรียมให้ก็ล้มตัวลงนอนอีก พอตื่นมายามสายก็มองนอกหน้าต่างอยู่ครึ่งค่อนวัน ส่วนอาหารที่ส่งมาจากห้องครัวก็แตะต้องแค่นกพิราบย่างไม่กี่ชิ้น เนื้ออิงเถา[1] และกับข้าวไม่ถึงครึ่งชาม ส่วนบรรดาของเล่นแปลกใหม่ที่ติ้งเฟยซื่อจื่อสั่งให้คนนำมาให้ นางมองไม่กี่คราก็โยนทิ้งครั้นชวนให้ออกไปเที่ยวชมงานเทศกาลโคมไฟก็ไม่ไปเจ้าค่ะ…”
เจียงปั๋อโหยวถอนหายใจ “นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
ถังเอ๋อร์ไม่กล้าหายใจแรงนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธ-ไมตรี คุณหนูของตนก็ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณ ไม่ออกจากประตูห้อ