งเลยสักก้าว แม้จะเห็นว่านางกินอาหารและนอนหลับตามปกติ แต่เหล่าสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติต่างเห็นอาการราวกับสูญเสียจิตวิญญาณของนางอยู่ในสายตา ทุกคนหวาดกลัวและกลัดกลุ้ม ไม่รู้ควรทำเช่นไรกับนางดี
เพียงแต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมานายท่านมักจะถามถึงคุณหนูเป็นระยะ
เหมือนจะให้ความใส่ใจมากกว่าเดิม
ถังเอ๋อร์ไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ อาจเพราะอาการของคุณหนูช่วงนี้น่าเป็นห่วงมากกระมัง
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะกำชับ “ดูแลให้ดี อีกไม่ถึงสองวันพี่สาวนางก็ออกเรือนแล้ว หากนางไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปอย่าให้ผู้อื่นรบกวนนางแล้วกัน นอกจากนี้จงบอกให้พักฟืนสักหลาย ๆ วันนะ”
ถังเอ๋อร์ค้อมกาย “เจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวจากไปด้วยสีหน้ากังวล
ครั้นกลับถึงเรือน ถังเอ๋อร์เห็นเหลียนเอ๋อร์นั่งวาดลายปักผ้าอยู่นอกห้อง จึงเดินเข้าไปมองในห้องใกล้ ๆ พร้อมถามเสียงเบา “คุณหนูยังหลับอยู่หรือ”
เหลียนเอ๋อร์เองก็ถอนหายใจ “เพิ่งหลับไปไม่นาน”
ถังเอ๋อร์อับจนหนทาง นางมองจดหมายในมือทำได้เพียงวางไว้บนเตียงเตาริมหน้าต่างภายในห้องอุ่นและไปจัดการสิ่งอื่นภายในห้อง
ยามต้นคิมหันต์ปลายวสันต์ อากาศยังไม่ร้อนระอุมากนัก
หน้าต่างสองบานเปิดสู่ภายนอก แสงตะวันเจิดจ้าตกกระทบพฤกษานานาพรรณ แว่วเสียงนกขมิ้นเจื้อยแจ้ว สายลมสดชื่นโบกโชยเป็นระยะ พัดม่านมุ้งโปร่งสีชมพูอ่อนนอกเตียงให้พลิ้วไหวเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงนอนตะแคงอยู่บนฟูก
ผ้าห่มฤดูใบไม้ผลิผื