นบางห่มร่างกายครึ่งบนพาดทับหน้าอก อาจเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมานางว้าวุ่นฟุั้งซ่านและนอนมากเกินไป ทำให้ยามนอนกลางวันมักฝันไม่ค่อยสู้ดี
บัดเดี๋ยวเป็นศีรษะของโจวอิ๋นจือ บัดเดี๋ยวเป็นโลงศพของเสิ่นจื่ออี
ความฝันแปลกประหลาดพิสดาร คาดการณ์ไม่ได้
นางเดินออกจากพระราชวังซึ่งโลหิตไหลนองเป็นท้องธาร มีแต่ไอหมอกหนาทึบรายล้อมคล้ายมีบางสิ่งกำลังไล่กวดหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย ฝีเท้านางจึงสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ถึงขั้นพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
ตำหนักคุนหนิงอันคุ้นเคยตั้งอยู่ตรงหน้า
นางโล่งอก วิ่งถลาเข้าไป ทว่าเพิ่งรั้งฝีเท้าก็มองเห็นเงาร่างผอมซูบยืนอยู่ข้างใน
“ฟางอิ๋น…”เจียงเสวี่ยหนิงร้องเรียกในบัดดล
อีกฝั่ายหมุนกายกลับมา ทว่าทอดสายตามองด้วยอาการงงงวย
นั่นคือใบหน้าหมดจด แต่คิ้วบางทั้งสองข้างแฝงความเย็นชาที่เฉียบคมกว่าปกติหลายส่วนเป็นความหนักแน่นเพราะเห็นการขึ้นลงของสนามการค้าจนชาชิน ทว่าแววตาคล้ายกอปรด้วยความจนใจและขมขื่นเล็กน้อย
เป็นโหยวฟางอิ๋น
แต่มิใช่โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้ครั้นนางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็นิ่งอึ้ง ก่อนจะถอนหายใจเศร้าสร้อย “ร่ำรวยครึ่งเมืองไปก็ไร้ประโยชน์ ลงเดิมพันทั้งสองฝั่ายสุดท้ายย่อมต้องผิดใจกับผู้อื่น ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าการพลิกผันครั้งใหญ่นี้เกิดจากความแค้นเก่ายี่สิบกว่าปีก่อนถึงตอนนี้คงต้องสละทรัพย์สมบัติเพื่อรักษาชีวิตเสียแล้ว”
ความแค้นเก่า ความแค้นเก่าอะไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงต้