เสียงนาฬิกาน้ำหยดดังติ๋ง ๆ
คืนนี้เจิ้งเปั่าอยู่เวรด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย เมื่อฮ่องเต้และเหล่าขุนนางที่ปรึกษาปิดประตูเพื่อหารือข้อราชกิจแล้วจึงถอยออกไปเงียบ ๆ
เมื่อถึงตำหนักข้าง ขันทีน้อยผู้หนึ่งส่ายศีรษะให้เขาจากมุมประตู
เจิ้งเปั่าใจหายวาบในบัดดล
บนทางเดินวังหลวงซึ่งต้องเดินผ่านประตูซุ่นเจิน เงาร่างของเหล่าราชองครักษ์ซ้อนกันแน่นขนัดใต้กำแพงวังจนดำทะมึนไปทั้งแถบ
เซียวซูรอจนเริ่มหงุดหงิด
หว่านแหมานานแต่ไม่เห็นเหยื่อติดกับเสียทีต่อให้เป็นนายพรานผู้อดทนมากเพียงใด เกรงว่าคงอดพร่ำบ่นในใจไม่ได้
นางกำลังจะสั่งให้คนไปสืบข่าวคราวอีกคราแต่ขณะเคลื่อนสายตาก็เหลือบเห็นขันทีหัวไวซึ่งตนส่งออกไปทำงานก่อนหน้านี้วิ่งกลับมา
เซียวซูเอ่ยถามทันที “คนล่ะ”ขันทีผู้นั้นวิ่งจนเหนื่อย ตอบด้วยอาการกระหืดกระหอบว่า “มาแล้ว แต่ แต่ดูเหมือนว่ามีบางอย่างผิดปกติเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ…”
เซียวซูย่นหัวคิ้ว ใคร่ถามว่าผิดปกติเช่นไร แต่พลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบจากเหล่าราชองครักษ์ซึ่งก่อนหน้านี้ยืนเฝั้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง
นางจึงเบนสายตากลับไป
ครานี้มิต้องให้ขันทีอธิบายก็มองเห็นชัดเจน…
คนผู้หนึ่งเดินมาจากฝังอุทยานหลวง หากมิใช่เจียงเสวี่ยหนิงที่นางหว่านแหรออยู่แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีกเพียงแต่ช่างต่างจากยามปกติอย่างยิ่งยวด
ปราศจากความปราดเปรียวและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวที่ทุกคนคุ้นเคย ยามเดินเข้ามาอย่างกับท่อนไม้ มือเท้าแข็งทื่อ จิตวิญญ