าณด้านชาแม้แต่ดวงหน้ากอปรด้วยองคาพยพทรงเสน่ห์ก็ยังเฉยเมย ทว่ามือเรียวยาวขาวพิสุทธิ์คู่นั้นกำดินสกปรกก้อนหนึ่งแน่น นางค่อย ๆ เดินเข้ามาโดยไม่แยแส ผู้ใด คล้ายมองไม่เห็นใครทั้งนั้น เป็นเพียงร่างเนื้อเดินได้ราวกับถูกสูบจิตวิญญาณออกไปแล้ว!
พอเห็นรูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวของนางในเวลานี้ แม้แต่เซียวซูก็ยังอดตระหนกจนร่างสั่นสะท้านไม่ได้ จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมุ่นนางทอดสายตามองไปด้านหลัง
ปราศจากผู้ใดอีก
นางคิดว่าเหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ตนคาดการณ์ จึงส่งสายตาให้ขันทีด้านข้างขัดขวางเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะสั่งราชองครักษ์ที่อยู่ใกล้สุดว่า “ลองไปดูตรงประตูซุ่นเหมินที”
ขันทีเดินเข้าไปขวาง
เจียงเสวี่ยหนิงจึงรั้งฝีเท้า
นางไม่รู้เลยว่าตนเดินออกมาจากอุทยานหลวงแห่งนั้นได้อย่างไร มึนงงตกอยู่ในภวังค์ครั้นเงยหน้าก็เห็นขันทีกำลังอ้าปากและมีเสียงมากระทบโสต ทว่าไม่อาจบอกได้เลยว่าอีกฝั่ายกำลังพูดสิ่งใด
จวบจนเซียวซูเดินเข้าสู่ครรลองจักษุ
อันที่จริงเวลานี้เซียวซูพอสังหรณ์ได้บ้างแล้วว่าสิ่งที่ตนคาดหวังที่สุดในค่ำคืนนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นอีกต่อไป ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งเคียดแค้นชิงชังดวงหน้าซึ่งงามพิลาสจนน่าริษยานี้กว่าเก่า
นางถามอย่างตรงไปตรงมา “ผู้ที่ลอบผลักดันให้ข้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีแทนเสิ่นจื่ออีก็คือเจ้าใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่า“เช่นนั้นผู้ที่ใช้ถ้อยคำล่วงเกินเบื้องสูงในคด