ีหยกหรูอี้เพื่อใส่ความข้าก็คือเจ้าใช่หรือไม่”
เซียวซูตอบ “ถ้าเจ้าว่าใช่ เช่นนั้นก็ใช่”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตอบเช่นกัน “ถ้าเจ้าว่าใช่เช่นนั้นก็ใช่”
ทั้งสองยืนประจันหน้า ดวงตาสองคู่สบประสาน ไม่มีใครยอมใครเพียงแต่เซียวซูโหดเหี้ยมอำมหิต ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงเมินเฉยและเย็นชา
คนแรกเห็นอีกฝั่ายเป็นศัตรูคู่แค้นในชีวิตส่วนอีกฝั่ายจู่ ๆ กลับมิได้ใส่ใจมากสักเท่าใดแล้ว
เซียวซูรู้สึกถึงความดูแคลนที่อีกฝั่ายมีต่อตนได้อย่างง่ายดาย รูม่านตาหดรั้งเล็กน้อย พูดต่อไปว่า “ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตนที่ต้องมุ่งหน้าไป เจ้ามีชาติกำเนิดสู้ข้าไม่ได้ วางแผนการสู้ข้าไม่ได้ แต่ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้ายังกล้ามาดูถูกข้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงรู้สึกขบขัน
กระทั่งว่าชาติก่อนนางก็ยังไม่เคยรู้สึกเลยว่าเซียวซูน่าขันปานนี้ “ในอดีตข้าเคยคิดว่าเจ้าซึ่งมีชาติกำเนิดและความสามารถสูงส่งย่อมไม่มีทางด้อยกว่าองค์หญิง แต่บัดนี้เวลานี้ ด้วยคำพูดและการกระทำ องค์หญิงน่ะเปรียบเสมือนจันทร์กระจ่างกลางนภา ขอเพียงรัศมีสุกสกาวของพระองค์อาบร่างสักสามส่วนก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขส่วนเจ้าสิเป็นเพียงฝุั่นธุลีบนปฐพี เหยียบไปก็รังแต่จะรู้สึกโสโครกพื้นรองเท้า”
เซียวซูหน้าบึ้งตึงไม่เอ่ยอันใดอีก
สายลมดังหวีดหวิวแผ่วเบา
เจียงเสวี่ยหนิงประคองดินก้อนนั้นดุจของรักมองนางพลางกล่าวอย่างแช่มช้า “เดิมทีข้ามิได้มีจิตคิดร้ายต่อเจ้า ทว่าเจ้าหวาดระแวงจนวางกับดักข้าก่อ