้ง
ได้ยินเพียงสุ้มเสียงแหบพร่า
เสิ่นจื่ออีกล่าวอย่างเนิบช้า “ใต้หล้านี้ทุกคนมีสิทธิ์หลบหนี แต่ข้าทำไม่ได้ และมีแค่ข้าเท่านั้นที่ทำไม่ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงฉงนยิ่งนัก
เสิ่นจื่ออียืนบนขั้นบันได เผยรอยยิ้มเศร้าสร้อยระคนเย้ยหยันตนเอง แสงจันทร์ทอทับกายา ทวีความหม่นระทมยากจะพรรณนา“ชาวบ้านมักพูดกันว่าเมื่อรับอาหารจากผู้เป็นนายก็ควรจงรักภักดีต่อท่าน ทว่าความจริงแล้วคำพูดควรกลับกัน นั่นคือเมื่อกินอาหารของราษฎรก็พึงวางนโยบายเพื่อความกินดีอยู่ดีของราษฎร ราชบัลลังก์ของฮ่องเต้และความเคารพสรรเสริญที่มีต่อราชวงศ์มิได้ร่วงหล่นมาจากฟากฟั้า แผ่นดินเก็บส่วยภาษี ราษฎรใช้แรงงานมอบเสื้อผ้าอาภรณ์ข้าวของเครื่องใช้ เทิดทูนบูชากราบไหว้ร้องขอ เห็นตนเองเป็นวัวและม้า ยกย่องเชิดชูเชื้อพระวงศ์ดั่งทวยเทพ ข้าอยู่ในวังโอหังอวดดีมาตลอดจึงรู้ไม่มากนัก แต่เจ้าขลุกอยู่ตามท้องถนน อาศัยในชนบทมาช้านาน พบเห็นความทุกข์ยากมามากมาย สมควรรู้ดีว่าหากเกิดศึกสงคราม บ้านเมืองเกิดโจรถ่อย หากปราศจากผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีแล้วจะรบชนะได้อย่างไรราชวงศ์ล่มสลายถือเป็นเรื่องเล็ก ทว่าราษฎรประสบทุกขเวทนาถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าราชสำนักจะเลวร้ายเช่นไร สุดท้ายข้าก็เป็นองค์หญิงของแว่นแคว้นนี้อยู่ดี…”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ในที่สุดความคิดที่เมื่อชาติก่อนไม่เคยมีก็ผุดในดวงใจ
เสิ่นจื่ออีหลับตาลงช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ที่กำลังปันปั่วนในจิตใจ ห