รือมิฉะนั้นก็กำลังรวบรวมความกล้าให้ตนอย่าถอยหนีเด็ดขาด กล่าวต่อไปว่า “หนิงหนิง ข้าไม่ได้พูดเพราะมีคุณธรรมล้ำเลิศอะไรหรอก ข้าแค่กลัวกลัวอย่างยิ่งก็เท่านั้นเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงลำคอตีบตัน ไม่อาจเปล่งวาจา
เสิ่นจื่ออีจ้องมองนาง ดวงตาทวีความเย็นเยียบและมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีหนึ่งส่วน “ข้ากลัวกลัวว่าหากวันนี้หลบหนียามโชคชะตามาเยือนนับจากนี้ก็จะพ่ายแพ้โดยมิทันได้ต่อสู้ ตกต่ำจนกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ข้ากลัว กลัวว่าหากตนหลบหนีขณะภาระหน้าที่มาเยือน วันหน้าหากสรรพชีวิตต้องจบสิ้นก็จะไม่อาจหยัดยืนตรงท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของทารกได้!”
ชาติก่อนเสิ่นจื่ออีเดินทางไปอภิเษกสมรสที่ต๋าต๋าได้อย่างไร เจียงเสวี่ยหนิงไม่แน่ชัด รู้เพียงว่าองค์หญิงซึ่งงามเพริศพรายในกาลก่อนนอนนิทราอยู่ภายในโลงเสียแล้ว
นางไม่เคยนึกถึงความเป็นไปได้นี้เลย…
ว่าองค์หญิงผู้ดื้อรั้นและเอาแต่ใจเสมอมาจะยินยอมพร้อมใจไปด้วยตนเอง!
ชาติก่อนนางปลอมตัวเป็นชายจนทำให้เสิ่นจื่ออีพลาดหลงรักและเคียดแค้น ส่วนชาตินี้นางเข้าหาเสิ่นจื่ออี แม้ปากจะบอกว่าเป็นน้ำใสใจจริง ทว่าแท้จริงแล้วประจบประแจงเพื่อผลประโยชน์และหลีกหนีภยันตรายมากกว่า
นางต้องการช่วยเสิ่นจื่ออี เพียงเพราะอยากตอบแทนบุญคุณที่อีกฝั่ายเคยมีให้
กระทั่งเพลานี้ถึงเพิ่งรู้ว่าตนเหลวไหลเพียงใดน่าขันเพียงใด และผิดพลาดเพียงใด…
เมื่อสนทนาถึงตรงนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่าตนไม่คว