งใหญ่กำลังจะจากไป เจียงเสวี่ยหนิงย่อมมิอาจหักใจได้ ดังนั้นการเสแสร้งเช่นนี้จึงปราศจากข้อสงสัย และการอยู่ต่อเพื่อจะได้สนทนากันนานขึ้นก็สมควรแล้ว นอกจากนี้พวกตนมาถึงเร็วเอง ทั้งสองอาจมีเรื่องส่วนตัวจะสนทนากัน ครั้นดวงตะวันคล้อยไปทางทิศประจิมทุกคนจึงกล่าวอำลา บอกว่าจะไปรอส่งองค์หญิงนอกประตูเมือง
ตอนทุกคนยังอยู่ เจียงเสวี่ยหนิงเกร็งใบหน้ามิให้น้ำตาหลั่งริน
เมื่อทุกคนจากไป นางจึงจับมือเสิ่นจื่ออีพร้อมเรียกด้วยความเศร้าระทม “องค์หญิง”
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ บุปผาที่กำลังบานสะพรั่งในอุทยานหลวงเหลือไม่เท่าไรแล้ว
ร่มเงาหนาทึบทอดตัวทุกหนแห่ง แสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟั้าทาบทอ
เหล่านางกำนัลยืนอยู่ห่าง ๆ เหล่าพระสหายซึ่งเมื่อครู่สนทนายิ้มแย้มแจ่มใสแยกย้ายกันหมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบวังเวงปกคลุมทั่วอุทยานหลวง
เสิ่นจื่ออีสวมชุดงามวิจิตร แต่ถึงกระนั้นเครื่องประดับหนักอึ้งก็มีค่อนข้างมากและสลับซับซ้อน กดทับศีรษะและบ่า สั่นไหวแกว่งไกวไปมา
นางยิ้มมองเจียงเสวี่ยหนิง “ก่อนหน้านี้หัวหน้ากองซูบอกจะตามเจ้ามาแต่งหน้าให้ข้า ข้าบอกว่าหากหนิงหนิงเห็นข้าต้องร้องไห้ขี้มูกโปั่งแน่ เมื่อครู่เห็นเจ้าไม่ได้ร้องไห้ ข้ายังนึกว่าตัวเองเดาผิดเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่เอาไหนเลย”
ตะวันลับฟั้า บัดนี้ถึงกลางยามโหย่วเจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะยังมีใจรับคำกระเซ้าเย้าแหย่ เพียงจูงมือนางให้ลุกออกจากศาลาหลบร้อนโดยยังไม่ทันเ