ิดโปงหรือแม้แต่การขัดขวางจากเซียวซู แต่ไม่มีสิ่งใดตรงกับสถานการณ์ในเวลานี้เลย
นางรู้สึกว่าต้องเกิดความผิดพลาดอันใดสักอย่าง
คำตอบในคืนนั้นของเสิ่นจื่ออียังคงวนเวียนในหู เจียงเสวี่ยหนิงมองนางพร้อมย้ำเตือนอีกครา “ในวันเกิดของหม่อมฉัน องค์หญิงทรงร่ำสุราในวังหลวง หม่อมฉันถามพระองค์ว่าจะไม่เสด็จไปอภิเษกสมรสและหนีไปให้ไกล ๆ เลยดีหรือไม่ ทรงตอบหม่อมฉันกลับมา ทั้งยังตรัสว่าแค้นพระทัยที่เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์…”ท้องนภามืดมิด
โคมชาววังภายในอุทยานหลวงสว่างเรืองโรจน์
เสียงสกุณาและเหล่าแมลงดังระงมทั้งใกล้ไกล แต่ถึงกระนั้นกลับยิ่งทำให้วังเวง
เสิ่นจื่ออีตกในภวังค์ โคมชาววังส่องสะท้อนในดวงตา ทว่ากลับเป็นเพียงเงาสะท้อนซึ่งปราศจากความหมาย ไม่อาจมอบความอบอุ่นได้สักเท่าไรนัก
นางกะพริบตา กลีบดอกอิงเถาชมพูใต้หางตาขยับเบา ๆดุจหยาดน้ำตาสีชมพู
ในที่สุดนางก็จำได้ รู้สึกตื้นตันใจเบ้าตาแดงก่ำ แต่ยามยิ้มแย้มกอปรด้วยความรู้สึกขมขื่นเต็มอก นางยกมือลูบไล้ใบหน้าซึ่งเย็นเยียบเล็กน้อยของเจียงเสวี่ยหนิง กล่าวน้ำตาคลอหน่วย “หนิงหนิงคนโง่ เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่าเวลาร่ำสุราคำพูดเหล่านั้นต่างเป็นคำพูดยามเมามายนะ! จะถือเป็นจริงเป็นจังได้อย่างไรกัน…”
บังเกิดเสียงดัง ‘ผึง’ ในที่สุดสายธนูเส้นนั้นก็ขาดสะบั้นด้วยประโยคอันแผ่วเบานี้ ดวงใจที่ลอยเคว้งของเจียงเสวี่ยหนิงร่วงหล่น กระทบจนเจ็บปวด กระแทกจนได้สติ และกระเทือนจนด้านชานางแทบไม