จ้าค่ะ!”ไม่ติดค้างซึ่งกันและกัน
บุญคุณความแค้นหมดสิ้น
ไม่ข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป!
นางต้องการตัดขาดกับข้าขนาดนี้เชียวหรือ
เซี่ยเวยจับจ้องนาง ใจซึ่งเดิมทีสงบนิ่งพลันสับสนอลหม่านดั่งพายุโถมกระหน่ำ ความโกรธที่ไม่อาจสาธยายได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างที่เกร็งเขม็งแม้กระทั่งมือซึ่งไพล่หลังยังกำหมัดแน่น
รอยยิ้มเลือนหายจากริมฝีปากจนไม่หลงเหลือ
เมฆครึ้มค่อย ๆ คืบคลานมาปรากฏในดวงตา
ชาติก่อนยามเจียงเสวี่ยหนิงทวงบุญคุณบังคับให้เขาตอบแทน ตัวนางอยู่ภายในตำหนัก ได้ยินเพียงคำว่า “ได้” อันเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของเขาเท่านั้น ไม่เคยรู้เลยว่าเซี่ยเวยซึ่งอยู่นอกตำหนักมีสีหน้าเช่นไรกันแน่ แต่คิดว่าคงเรียบเฉยสงบนิ่งประดุจนักปราชญ์ที่ไม่แปดเปือนโลกโลกีย์กระมัง
ทว่ายามนี้…
เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับหุบเหวลึกยากจะหยั่ง นางรู้สึกว่าหากตนกระตุ้นโทสะอีกฝั่าย อาจถูกบีบคอจนสิ้นชีพในพริบตาเลยก็ได้ จึงถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยความหวาดหวั่น
นางเงียบงันเป็นเวลานาน
ไม่กล้าเปล่งวาจา
ในที่สุดเซี่ยเวยก็รั้งสายตากลับมาพร้อมส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ เสมือนความเกรี้ยวกราดและสภาวะอารมณ์เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ผู้อื่นคิดไปเอง เขาเดินผ่านข้างกายนาง เสียงที่เปล่งออกมาปราศจากความรู้สึกใดและไม่ได้กล่าวมากกว่าชาติที่แล้วแม้แต่คำเดียว “ได้”