ี่ยเวยไปยังห้องอักษรของตน ครั้นผ่านมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกำลังเงื้อท่อนไม้ไล่ทุบตีหญิงรับใช้ด้วยใบหน้าดุร้ายก็ขมวดคิ้วตวาด “นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?! ยังไม่รีบวางอีก!”
เกิดเสียงดัง ‘ปัก’ ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินบิดาแล้วก็ฟาดท่อนไม้ใส่แผ่นหลังด้านขวาของหญิงรับใช้ อีกฝั่ายเจ็บจนล้มพังพาบ เมื่อนางหันหน้ากลับมามองถึงค่อยโยนท่อนไม้ลงพื้นและปัดมือ
เมิ่งซื่อโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้านางพลางพูดว่า“นายท่าน ท่านดูนางสิ ตอนนี้ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา อีกไม่นานคงควบคุมไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงปั๋อโหยวลอบทอดถอนใจ เพียงถามว่า“เกิดอะไรขึ้น”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ที่เดิม ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหยัน ไม่ตอบคำ
เซี่ยเวยยืนรั้งฝีเท้าอยู่ข้างกายเจียงปั๋อโหยวเช่นกัน
เนื่องจากเดินทางออกจากสำนักมหาบัณฑิตมาทันที เขาจึงยังสวมชุดเซินคอแหลมสีนิลข้างในสาบเสื้อซ้อนทับใต้ลำคอเผยลูกกระเดือกนูนเด่นเขาถอดเสื้อคลุมขุนนางตัวนอกแล้ว จึงปราศจากเสื้อคลุมนักพรตที่เคยสวมใส่ยามปกติอย่างยากจะได้พบ เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาอสุนีบาตสีเงินแทน
ร่างกายดุจกระบี่บนยอดเขา ดวงตาดั่งหิมะสองกองใต้หุบเหว
เมื่อเทียบกับชุดนักพรตซึ่งให้ความรู้สึกราวกับผู้เร้นกายจากทางโลกอันสูงส่งเช่นที่ผ่านมาแม้วันนี้ยังคงบริสุทธิ์พ้นโลกีย์เฉกเช่นสายลมและจันทรากระจ่าง แต่กลับทวีความเยือกเย็นอันสูงส่งเหลือประมาณ
เขาคล้ายจะเป็นคนนอก ทว่ากลั