ราตรีเงียบสงบยามวสันต์ หยาดน้ำค้างจากหยดพิรุณพร่างพรมไปทั่ว
เจิ้งเปั่ายืนย่นหัวคิ้วอยู่นอกตำหนักเฉียนชิงอย่างเงียบเชียบ
ขันทีจากกองบันทึกกิจส่วนพระองค์เห็นเพียงฮ่องเต้ทรงหยิบแผ่นปั้ายยอดเขียว ยังไม่ทันได้ตัดสินพระทัยก็มีคุณหนูตระกูลเซียวโผล่มา จึงกระวนกระวายใจอยู่บ้าง อดถามเจิ้งเปั่าเสียงเบาไม่ได้ “ท่านว่ายังต้องเบิกตัวจางกุ้ยเหรินมาถวายปรนนิบัติบรรทมหรือไม่ขอรับ”
เจิ้งเปั่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านใน ใบหน้าหมดจดภายใต้แสงเหลืองนวลของโคมชาววังทางด้านข้างกลับอึมครึม ตอบเพียง “เกรงว่าคงไม่จำเป็นแล้ว”
เช้าวันต่อมาฮ่องเต้ก็ยกเลิกการออกว่าราชกิจ
ขุนนางใหญ่ซึ่งเข้าวังตั้งแต่ฟั้าเพิ่งสางเตรียมร่วมฟังราชกิจต่างงงงวย มีเพียงบรรดาขันทีซึ่งข่าวสารฉับไวที่เข้ามาประชิดติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนด้วยท่าทีคล้ายกระตือรือร้นกว่าเดิม
เซียวหย่วนย่อมจับต้นชนปลายไม่ถูก
ที่ผ่านมาเซียวซูค้างแรมในวังหลวงเพื่อถวายการปรนนิบัติไทเฮาเป็นปกติ ไม่กลับเมื่อคืนจึงไม่นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาอะไรในสายตาเขาเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเดี๋ยวก็กลับมาเอง
คิดไม่ถึงว่าจนเขากลับถึงจวนแล้วก็ยังไม่พบตัว
ขณะกำลังจะส่งคนไปถามไถ่ พ่อบ้านซึ่งอยู่ข้างนอกก็มาแจ้งข่าวน่าตื่นตะลึงว่ามีขันทีจากในวังมาถ่ายทอดพระราชโองการ
เซียวหย่วนตกใจไม่น้อยนึกว่าเกิดเรื่องใหญ่ครั้นมารับราชโองการที่ห้องโถงและเห็นว่าผู้มาถ่ายทอดคือหวังซินอี้ขันทีดูแลตราพระราชลั