มยากแปรเปลี่ยน มิหนำซ้ำยังร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมด้วย!”
ยามคนเลือดขึ้นหน้ามักจะเล็งพลาด เจียงเสวี่ยหนิงหลบได้อย่างง่ายดาย
นางชำเลืองมองเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งกำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่นอยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อมเศษถ้วยชาบนพื้นไปค้อมกายคารวะเจียงปั๋อโหยวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นสองเท่า เขาถอนหายใจ สั่งให้คนเกลี้ยกล่อมเมิ่งซื่อก่อนแล้วบอกให้เจียงเสวี่ยหนิงนั่งลง จากนั้นจึงเอ่ยว่า “เรื่องนิกายสวรรค์ปล้นคุกหลวงและเหตุการณ์ที่ทงโจวล้วนเกิดไปแล้ว มิหนำซ้ำยังอยู่เหนือการควบคุมของยายหนูหนิง ยามนี้โทษนางไปจะมีประโยชน์อันใด นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหายังจะอารมณ์พลุ่งพล่านเสียเองอีก ไม่คุ้มค่าเลย”
เมิ่งซื่อหัวเราะเย้ยหยัน “แล้วจะยังโทษนางไม่ได้อีกหรือ?!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยถอนหายใจเบา ๆ “ท่านแม่โปรดระงับโทสะ เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องคิดหาวิธีว่าควรรับมือเช่นไรต่างหากเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งบนเก้าอี้ราวกับร่างไร้กระดูก ก้มหน้าก้มตาแคะเล็บพร้อมกล่าวเสริมด้วยท่าทีเกียจคร้าน “นั่นสิเจ้าคะ ในเมื่อเรื่องก็เกิดไปแล้ว หรือจะจับข้ายัดกลับเข้าไปในครรภ์ท่านแม่แล้วให้ถือว่าไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะหรือ ผู้อื่นวางแผนลอบกัดเช่นนี้ คงแทบทนรอพวกท่านจัดการข้าให้ตายไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำไป”
เมิ่งซื่อ “พูดจาพิลึกพิลั่น เจ้ายังรู้จักที่ต่ำที่สูงบ้างหรือไม่!”
เจียงเสวี่