รียกขานว่า ‘ใต้เท้าจาง’ ด้วยอาการเย้าแหย่อีกต่อไป แต่เรียกเขาว่า‘จางเจอ’ ด้วยท่าทีจริงจังผิดปกติ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีใจให้
ชาตินี้นางไม่ใช่ฮองเฮา ส่วนเขาก็ไม่ใช่ข้าราชบริพาร
เดิมทีควรได้ครองคู่กัน
จางเจอเหมือนถูกมีดทื่อแห่งโชคชะตาผ่าร่างเป็นสองส่วน ส่วนที่เผยให้เห็นภายนอกนั้นเย็นชาเปียมสติปัญญา ทว่าอีกส่วนกลับจมดิ่งสู่ขุมนรก ทุกข์ระทมและสิ้นหวัง
เขาตกในห้วงภวังค์ หวนสู่อารามซั่งชิงที่ทงโจววันนั้นอีกครา
เซี่ยเวยในชาตินี้สวมชุดนักพรตพลิ้วไสวยืนบนชะง่อนผาขรุขระ เอ่ยถามเขาว่า “เจ้าเองก็ต้องใจนางเช่นกันหรือไม่”
เขารั้งฝีเท้า นิ่งเงียบอยู่นาน ตอบเน้นทีละคำกลับไปว่า “ข้าเคารพรักนาง”
ช่วงเวลานั้นเขาเปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุดในสองชาติแล้ว กระทั่งว่าโยนภาระหน้าที่ทั้งหมดทิ้ง ได้รับการปลดปล่อยโดยสมบูรณ์
ทว่าหางตาเซี่ยเวยกระตุกเล็กน้อย เปล่งเสียงหัวเราะและถามคล้ายสงสัยใคร่รู้เป็นอันมาก“ถ้าอย่างนั้นก็น่าแปลกเสียจริง เหตุใดคนแซ่เซี่ยถึงรู้สึกว่าใต้เท้าจางเปิดเผยกับผู้อื่นมากกว่าจะเปิดเผยกับผู้ที่มีใจให้อีกเล่า”
เขายืนสบตาเซี่ยเวยอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน
เซี่ยเวยกลับแค่นเสียงขึ้นจมูกเบา ๆ กล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปราศจากความเป็นมิตร“หนิงรองเป็นคนตื้นเขิน หากเจ้าพะว้าพะวังก็อย่าไปตอแยนางดีกว่า”
สายลมที่โชยปะทะใบหน้าไม่หลงเหลือความหนาวเย็นแล้ว ผู้คนในเมืองหลวงต่างเปลี่ยนเป็นสวมชุดฤดูใบไม้ผล