ย่างไร
นางก็แค่จงใจพูดหลู่เกียรติ
จวบจนพลิกเอกสารไปทีละหน้า เขากลับพบว่าอ่านไม่เข้าใจแม้แต่ครึ่งประโยค
ตะเกียงเดียวดายทอแสงสว่างตลอดราตรี สิ่งที่ผุดในสมองมีเพียงชาดทาปากที่เลือนหายและฝุั่นผงสีชมพูซึ่งติดบนเล็บของฮ่องเต้เท่านั้น
จางเจอชิงชังความสามารถในการสำรวจรายละเอียดปลีกย่อยของตนเป็นครั้งแรก
แม้จะหลงเหลือร่องรอยเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องราวได้ส่วนหนึ่ง ทว่าความสามารถนั้นกลับทำให้เขาหงุดหงิดกระวนกระวายจนไม่อาจอ่านต่อ คิดเพียงว่า ไฉนแผ่นดินจึงมีสตรีชั่วร้ายเช่นนี้อยู่นะ
อย่างไรก็ตาม ถัดจากนั้นอีกนานแสนนานยามทอดสายตามองหมู่เมฆานอกหน้าต่างเหล็กขนาดเล็กขณะถูกคุมขัง เขากลับลืมเลือนสภาพแวดล้อมโดยรอบจนหมดสิ้น มักนึกถึงถ้อยคำหยอกล้อที่นางกล่าวกับเขารวมถึงรอยยิ้มยั่วเย้าทว่าเสียดแทงดวงใจในวันนั้นอยู่เสมอ…“ผู้ใดใช้ให้คราวก่อนเปินกงพบใต้เท้าจางแล้วเกิดต้องใจขึ้นมาเล่า”
ความยั่วเย้าและเสียดแทง โทสะและการเย้ยหยันเมื่อตอนนั้นล้วนเลือนหายไปจากดวงหน้าในความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงสายลมเย็นสดชื่นกับเหมยกลางหิมะสีเขียวอ่อน
นางเคยกลั่นแกล้ง แต่ก็เคยขอความช่วยเหลือจากเขา
นางเคยทำร้ายเขาด้วยวาจา แต่ก็เคยแสดงความอ่อนโยนเป็นบางครั้ง
นางฉุดกระชากเขาเข้าสู่วังวน แต่สุดท้ายคนรักตัวกลัวตายเช่นนางกลับยอมสละชีวิตเพื่อชดใช้คืนให้…
และยามนี้หลังจากผ่านมาสองชาติ นางก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาและมิได้เ