ขอทรงสำรวมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาที่หลุบต่ำมองเห็นเพียงชายชุดปักหางหงส์ของเจียงเสวี่ยหนิง
เงียบกริบไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้นกลีบดอกเหมยสีเขียวก็ปรากฏในครรลองจักษุ เจียงเสวี่ยหนิงใช้เหมยเขียวกิ่งนั้นจิ้มหางตาเขา เมื่อเขาเคลื่อนตาขึ้นมองเบา ๆเสี้ยนแหลมคมและเย็นเยียบเล็กน้อยตรงปลายกิ่งเรียวบางก็กรีดบริเวณหางตาจนเกิดรอยโลหิตซึม
ความเจ็บปวดเบาบางเหลือแสน แต่ก็มีอยู่จริง
เจียงเสวี่ยหนิงทำหน้าครุ่นคิด จ้องเขาแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าจางเป็นคนรักษาจรรยามารยาทมีความอดทนอดกลั้น ไฉนวันนี้ถูกถ้อยคำเหลวไหลไร้สาระของเปินกงยั่วยุไม่กี่ประโยคก็ทนไม่ได้เสียแล้วเล่า”
จางเจอไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้ชักกิ่งเหมยกลับ ยังคงจิ้มหางตาเขาดังเดิม นางเบนสายตามาเพ่งพิศดวงตาอันนิ่งเฉยของเขาเป็นเวลานาน ทันใดนั้นก็คลี่ยิ้ม ถามด้วยท่าทีราวกับว่าแม้แต่ตัวนางเองยังไม่กล้าเชื่อ “เจ้ากำลังริษยา?”
ยามนั้นความอดทนของจางเจอคล้ายถึงขีดสุด สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะตัวโยนอยู่ด้านหลัง
ครั้นกลับถึงจวน เดิมทีเขายังคงคิดว่าเจียงเสวี่ยหนิงเพียงพูดเพ้อเจ้อก่อกวนจิตใจเขาเหมือนที่ผ่านมา ทว่าเมื่อเขาพลิกอ่านเอกสารทางราชการก็พบว่าตนไม่อาจสลัดถ้อยคำเหลวไหลนั้นออกไปจากสมอง เจียงเสวี่ยหนิงลอบสนับสนุนโจวอิ๋นจือ แต่โจวอิ๋นจือเป็นภัยร้ายอันยิ่งใหญ่ของราชสำนัก แล้วเขาจะลุ่มหลงความงามของนางจนกระทั่งเกิดจิตริษยาได้อ