ดแรกผลิตออกมาได้แล้ว ทั้งยังนำเกลือถุงเล็กมอบให้เหล่าเจ้าของร่วมผู้ซื้อหุ้นภายในเมืองหลวงได้ชมอีกด้วย ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ภายในวัง ย่อมไร้วาสนาจะได้ยล ทว่าก่อนนางเข้าวังหุ้นมีมูลค่าหนึ่งพันสองร้อยอีแปะต่อหุ้นเมื่อนางออกจางวังมาพักผ่อน มูลค่าก็พุ่งทะยานไปถึงหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ มิหนำซ้ำยังเป็นหุ้นมูลค่าสูงแต่ปราศจากการซื้อขายด้วย
เมื่อเทียบราคาหุ้นละห้าร้อยอีแปะในตอนแรก ขณะนี้ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า!
เจียงเสวี่ยหนิงปล่อยสองหมื่นหุ้นในมือเกือบหมดเพราะคดียึดทรัพย์จวนหย่งอี้โหว หลี่ว์เสี่ยน‘ตีชิงตามไฟ’ ซื้อกลับไปไม่น้อย เหลืออยู่ในมือนางเพียงสองพันหุ้น
ตอนนี้เมื่อเห็นว่าราคาสูงจึงสบโอกาสเหมาะจะลงมือพอดี
หากต้องการ ‘ตัดกุยช่าย’ ตามที่โหยวฟางอิ๋นบอกมาชาติก่อน ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องมีศีลธรรมมากนัก มิหนำซ้ำการที่นางกลับชาติมาเกิดก็ทำให้รู้ข้อมูลมากกว่าใคร หากเทียบกับผู้ซื้อขายหุ้นในตลาดคนอื่นถือว่าได้เปรียบ ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ เจียงเสวี่ยหนิงก็ใช่ว่าจะปราศจากความลังเลและความรู้สึกผิดแต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันเกิดตอนอยู่วังหลวงก็รู้สึกว่าเสิ่นจื่ออีดีต่อนางสารพัดอย่าง แล้วจะยอมให้ความลังเลเพียงเล็กน้อยทำให้เสียการใหญ่ได้อย่างไร
นางจึงกัดฟันกรอด ปล่อยสองพันหุ้นนั้นออกไปทันที
*****ตอนข่าวแพร่มาว่ามีคนขายหุ้นอยู่ในตลาดโหยวเย่ว์กำ