โบยบินไปยังสวรรค์เก้าชั้นฟั้าจนหมดสิ้นเหงื่อเย็นผุดเต็มท้ายทอย
ชั่วเสี้ยวเวลานี้นางถึงขั้นจะล้มเลิกความคิดเลยด้วยซ้ำ
แต่ต่อให้กลับไปนับทรัพย์สินส่วนตัวหรือนำของที่เซียวติ้งเฟยมอบให้ออกขายก็ยังรวบรวมได้ไม่พออยู่ดี
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยมองอยู่นานก็เอ่ยว่า“พรุ่งนี้ไปรับที่จวนของข้า”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัยเป็นล้นพ้นว่าตนหูฝาดหรือ เบิกตาโพลงมองเซี่ยเวยอย่างเหลือเชื่อ
เซี่ยเวยเห็นนางทำตาโตก็ขบขัน “พ้นเที่ยงแล้วจะไม่รอ”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้าราวกับโขลกกระเทียม
นางกล่าวถ้อยคำเยินยอเป็นชุดคล้ายต้องการให้เขาหลงคารม “ขอบพระคุณเซียนเซิงเจ้าค่ะ!เซียนเซิงดีต่อศิษย์เหลือเกิน อย่างที่คนเขาพูดกันว่าเป็นเซียนเซิงหนึ่งวันเสมือนเป็นบิดาตลอดชีวิต…”
คำพูดก่อนหน้ายังนับว่าไม่เป็นไร เซี่ยเวยฟังแล้วถือเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านใบหู
แต่เมื่อ ‘เป็นเซียนเซิงหนึ่งวันเสมือนเป็นบิดาตลอดชีวิต’ หลุดออกมา สีหน้าเขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินริมฝีปากน้อย ๆ ของเจียงเสวี่ยหนิงพูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด ในที่สุดก็รู้สึกว่าใบหน้าทรงเสน่ห์ของนางชักจะขัดลูกตา
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงพูดจารื่นหูกับเขาต่อ“ต่อไปศิษย์ต้องพยายามศึกษาเล่าเรียนมากกว่านี้ หวังว่าภายหน้าจะได้แสดงความกตัญูรู้คุณต่อท่าน…”
เซี่ยเวยสะกดกลั้นความคิดอยากสาดน้ำชาในถ้วยใส่ใบหน้านาง เผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมเอ่ยว่า “เจ้าไสหัวไปได้แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นักปราชญ