กันไปเสีย รอยยิ้มบนใบหน้ามิเพียงไม่เลือนหาย ตรงข้ามกลับทวีความจริงใจ “เซียนเซิงตั้งใจสั่งสอนศิษย์ ที่ผ่านมาศิษย์ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี จนไม่ทราบว่าเซียนเซิงเข้มงวดกวดขันเพราะทำเพื่อศิษย์ ตอนนี้ศิษย์สำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ…”
พูดคำลวงหวานหูออกมาได้เป็นชุดจริง ๆ
เซี่ยเวยกวาดสายตามองหน้านางรอบหนึ่ง
ยืนอย่างเรียบร้อย สำรวมกิริยา รู้จักกาลเทศะ อากัปกิริยาประหนึ่งกุลธิดาตระกูลใหญ่ผู้เมตตาและอ่อนโยน ทว่าเนื้อแท้นั้นหรือกลอกดวงตาด้วยอาการอยู่ไม่สุข แฝงประกายแวววาวน่าลุ่มหลงอยู่หลายส่วน หาใช่สายตาของผู้ ‘กลับตัวกลับใจ’ อะไรนั่นไม่
เขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “มีเรื่องอยากขอร้องข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้ต่อกรยาก แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะถามตรงไปตรงมาเช่นนี้นางพลันกระดาก “ไม่อาจปิดบังเซียนเซิงได้จริงๆ ไม่ว่าศิษย์จะคิดสิ่งใดเซียนเซิงล้วนมองออกทะลุปรุโปร่ง อันที่จริงก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใดหรอกเจ้าค่ะ คือช่วงนี้องค์หญิงใหญ่กำลังจะเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี พระองค์ทรงดีต่อศิษย์มาก ศิษย์จึงต้องการเลือกเฟั้นของล้ำค่าบางอย่างนำไปถวายพระองค์ ทว่าเงินในมือมีไม่เพียงพอ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ศิษย์ยังมีเงินจำนวนหนึ่งฝากไว้ที่เซียนเซิง ไม่ทราบว่าพอจะ…”
แววตาที่เซี่ยเวยมองนางค่อย ๆ เข้มขึ้น
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงถูกเขามองเช่นนี้เสียงจึงยิ่งแผ่วลงเรื่อย ๆ ความกล้าที่เดิมทีจะเอ่ยปากขอเงินกลับ