เมื่อตื่นมาเรียนตอนเช้า เจียงเสวี่ยหนิงเบ้าตาแดงเล็กน้อย แน่นอนว่าผู้อื่นย่อมสังเกตเห็นเพียงแต่คิดว่าเมื่อวานนางไปตำหนักหมิงเฟิง ไม่รู้เพราะสนทนาสิ่งใดกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางจนมีสภาพเช่นนี้หรือเปล่า เลยไม่กล้าถามไถ่มากนัก
ส่วนฟางเมี่ยวแทบลุกไม่ขึ้น
นางกำนัลเรือนหยางจื่อขุดร่างนางออกจากผ้าห่มอันแสนอบอุ่นตรงเวลา เมื่อนางล้างหน้าล้างตาลวก ๆ เสร็จสรรพก็เดินออกมา ศีรษะหนักอึ้งฝั่าเท้าเบาหวิว ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนด้วยกิริยางามสง่าอยู่ตรงระเบียงทางเดินข้างนอกก็หน้าสลดทันที “เมื่อคืนข้าดื่มจนเมาสิเนี่ย คงไม่ได้ทำเรื่องน่าขายหน้าหรือพูดจาเหลวไหลล่วงเกินองค์หญิงใหญ่เข้าหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มพลางส่ายหน้า
นางถึงค่อยเบาใจ
โจวเปั่าอิงทางด้านข้างประหลาดใจยิ่งนัก“เมื่อคืนพวกท่านทั้งสองดื่มสุราด้วยหรือเจ้าคะ”
ฟางเมี่ยวนวดศีรษะ “องค์หญิงทรงเรียกให้ดื่มน่ะสิ ถือเป็นการฉลองวันเกิดให้คุณหนูรองเจียงด้วย เช่นนี้คงดื่มเฉย ๆ ไม่ได้หรอกจริงหรือไม่เล่า โอ๊ย ศีรษะของข้า วิงเวียนเหลือเกินเหมือนไม่ใช่ของตัวเองเลย…”โหยวเย่ว์เห็นแล้วยิ้มเยาะอยู่ด้านข้าง
เมื่อคืนปราศจากลมและหิมะ เช้าวันนี้ดวงตะวันปรากฏตรงทิศบูรพา ไอหมอกบางปกคลุมกระเบื้องเคลือบตามหมู่พระตำหนัก ถือเป็นวันที่อากาศดีอย่างหาได้ยาก
พวกนางเข้าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินดังเคย
ทุกคนเดินตามเส้นทางสายยาวภายในวังหลวง หลายวันที่ผ่านมาคนอื่นทำความคุ้นเ