คยกันพอสมควรแล้ว ยามเดินอยู่ข้างหน้าก็กระซิบกระซาบหาหัวข้อคุย คาดเดาต่าง ๆ นานาว่าวันนี้เหล่าอาจารย์จะสอนเรื่องอะไร และอาจารย์สอนหมากล้อมจะสอนกลหมากรูปแบบใดอีกบ้างเจียงเสวี่ยหนิงเดินรั้งท้าย ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่นานนักจิตใจก็ล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เพียงแต่เมื่อเลี้ยวถึงทางเดินซึ่งมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฟิงเฉิน เฉินซูอี๋ซึ่งอยู่หน้าสุดก็เปล่งเสียง“เอ๊ะ” อย่างอดไม่ได้ “นั่นมันผู้ถวายการรับใช้ข้างพระวรกายฝั่าบาทมิใช่หรือ มาทางนี้ได้อย่างไรกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมองตามเสียง
เจิ้งเปั่านั่นเอง
ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน ครั้นเขาได้รับการสนับสนุนให้เลื่อนขั้นจากหวังซินอี้ขันทีดูแลตราพระราชลัญจกรผู้เป็นอาจารย์ก็คล้ายจะใช้ชีวิตในวังอย่างสุขสบายขึ้น ชุดสีเขียวหม่นดูใหม่เอี่ยมทั้งยังถือแส้ขนหางจามรีด้ามหนึ่ง ริมฝีปากแดงฟันขาวสะอาด ดวงหน้าหมดจด เขาขมวดคิ้วนิดๆ ยามมองตำหนักข้างฝังทิศตะวันออก กำลังซักถามบางอย่างกับขันทีน้อยตรงหน้า
ขันทีน้อยตอบกลับสองสามประโยค ค้อมกายนิด ๆ และเดินไปทางตำหนักข้าง
เจิ้งเปั่ากลับมายืนลำตัวเหยียดตรงอย่างงามสง่า เมื่อผินหน้าก็เห็นคณะเรือนหยางจื่อซึ่งเดินมาพอดี
กาลก่อนยามอยู่หน้าตำหนักคุนหนิง ทุกคนล้วนเห็นเจิ้งเปั่าถูกลงโทษ ต่อมาได้องค์หญิงใหญ่ขอร้องให้จึงรอดพ้น ภายหลังได้ยินว่าทั้งที่เขาเป็นขันทีของฝั่ายใน ทว่ากลับมีความสามารถจนได้ไปถวายการปรนนิบัติข้างพระวรกายฮ