ามเคารพนบนอบ เนื่องจากความคิดกำลังไหลทะลัก ก่อนจากไปจึงไม่สังเกตเห็นสายตาครุ่นคิดของเซี่ยเวย นางเพิ่งเดินออกจากตำหนักเฟิงเฉินก็กะระยะเวลาและมุ่งหน้าไปรอที่ถนนซึ่งต้องเดินทางผ่านตำหนักฉือหนิง ไม่นานก็มองเห็นเซียวติ้งเฟยออกมาตามที่คาดการณ์ไว้
นางจงใจเดินผ่านถนนข้างหน้า
เซียวติ้งเฟยเห็นนางมาคนเดียวจึงตริตรองครู่หนึ่ง เดินออกไปได้สักระยะก็หาข้ออ้างว่าลืมของต้องกลับไปหาตรงตำหนักฉือหนิง จากนั้นค่อยหมุนกายกลับไปหาเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะนี้ท้องฟั้ามืดแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ตรงมุมกำแพงวัง พูดเข้าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสียเวลาไร้สาระ“ติ้งเฟยซื่อจื่อคลุกคลีอยู่ในตัวเมืองมาตลอด คงรู้จักคนอยู่บ้างกระมัง ข้ามีเรื่องรบกวนให้ท่านไปทำหน่อยเจ้าค่ะ”
คิ้วเรียวยาวอันงดงามของเซียวติ้งเฟยเลิกขึ้นโดยพลัน
เขาไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย ถามกลับทันที“เรื่องอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงบอกให้เขาแนบใบหูเข้ามาก่อนจะแจกแจง
เซียวติ้งเฟยฟังแล้วสงสัยยิ่งนัก “เจ้าคิดจะทำอะไรเนี่ย”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ท่านแค่บอกมาก็พอว่าจะทำหรือเปล่า”เซียวติ้งเฟยหัวเราะ เขามีหรือจะยอมขายหน้าต่อหน้าคนงาม จึงตบอกพูดว่า “เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง เพียงแต่…”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “อะไร”
เซียวติ้งเฟยเกาศีรษะ “หากมีคนมากก็ต้องใช้เงินมากสักหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว คำนวณจำนวนเงินที่ตนถือครองรอบหนึ่ง นึกได้ว่ายังมีอยู่ที่เซี่ยเวยอีกตั้