บางช่วงเมื่อได้ฟังถ้อยคำประจบสอพลอของเขามากเข้าก็ยังอดสอดปากกระแนะกระแหนสักประโยคไม่ได้
เซียวติ้งเฟยไม่แยแส
ผู้ใดใช้ให้เขารู้กันล่ะว่าเสียวเปั่าคือคนของเซี่ยเวย นอกจากนี้ต่อให้ผู้อื่นมาพูดจากระทบกระเทียบเขาก็ไม่ได้สึกหรอ จึงทำท่าทีราวกับว่าถ้อยคำเหล่านั้นเป็นสายลมข้างใบหูที่เพียงพัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
จางเจอเป็นคนคออ่อน ยามปกติไม่ค่อยได้ดื่มสุรา
ในวันล้อมปราบนิกายสวรรค์ เขาถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ดื่มไปสามชามใหญ่จนวิงเวียนศีรษะ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดมองออก อีกทั้งต่อมาถูกดาบฟันหัวไหล่ ต่อให้เมาอีกแค่ไหนก็เจ็บจนต้องสร่าง
ทว่ายามนี้ร่วมดื่มสุราไปหลายจอก
ครั้นเขาดื่ม อาการก็ปรากฏผ่านสีหน้า
ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาซับสีแดงระเรื่อ ความนิ่งเฉยยามปกติจึงคลายไปหลายส่วน ความมึนเมาเพราะฤทธิ์สุรากลบทับความเย็นชา ภายใต้แสงเทียนสาดส่องนั้นเครื่องหน้าดูสมส่วน ดวงหน้างามสง่าดุจหยกรัดเกล้าขณะคีบอาหารรับประทาน เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบเห็นโดยไม่เจตนา รู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้ามองต่อ ลืมเลือนแม้กระทั่งบทสนทนาซึ่งเดิมทีคิดจะเอ่ยกับเขา
นางถือจอกสุราลุกขึ้นยืน “ข้าต้องการใช้สุราจอกนี้คารวะใต้เท้าจาง”
ทั้งโต๊ะพลันเงียบกริบ
จางเจอแตกต่างจากเซียวติ้งเฟยโดยสิ้นเชิงเนื่องจากเป็นผู้รู้จักควบคุมตนเองและรักษาจรรยามารยาท เขาย่อมถือจอกสุราลุกด้วย
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันภายในห้องเล็ก ๆแห่งนี้
รอยยิ้มแปลกประ