เช้าตรู่วันต่อมา แสงตะวันเรือง ๆ อาบขั้นบันได
คล้ายมีเสียงความเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังมาจากข้างใน
ก่อนหน้านี้เตาฉินกับเจี้ยนซูสั่งให้คนเตรียมเครื่องใช้สำหรับล้างหน้าบ้วนปากเอาไว้แล้ว พวกเขารอคอยอยู่ภายนอก ตอนได้ยินเสียงยังไม่กล้าเข้าไป เพราะไม่รู้ว่าเซี่ยเวยจะตื่นและลุกจากเตียงแล้วหรือไม่
จวบจนได้ยินเสียงถามจากข้างในกะทันหัน“เวลาเท่าใดแล้ว”เจี้ยนซูตอบ “ยามเฉินหนึ่งเค่อขอรับ”
ข้างในเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นมาอีก“เข้ามา”
ตอนเซี่ยเวยลืมตาตื่นก็รู้สึกเพียงว่าแสงตะวันที่ทอผ่านกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามาทำให้เบื้องหน้าพร่ามัวไปหมด เขายกมือแตะมุมหน้าผากพลางลุกขึ้นนั่ง พบว่าตนหลับจนรุ่งสาง
เทียนมอดดับเย็นเยียบไปนานแล้ว ภายในห้องหลงเหลือความอบอุ่นอยู่เบาบาง
เมื่อมองไปยังมุมห้องก็เห็นเอ๋อเหมยวางนิ่งบนโต๊ะพิณ ประหนึ่งไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องขณะเจี้ยนซูกับเตาฉินเดินเข้ามาเขาก็ลุกขึ้นแล้ว กล่าวถามว่า “เมื่อคืนหนิงรองไปตั้งแต่เมื่อใด”
เจี้ยนซูตอบ “ประมาณยามไฮ่ขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบไปอีกครา สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่ม เพียงล้างหน้าบ้วนปากผลัดชุดและกินโจ๊กเล็กน้อย
กบฏนิกายสวรรค์ถูกกำราบเรียบร้อย เดิมจึงควรรั้งอยู่เมืองทงโจวสองวันเพื่อสะสางเรื่องที่ต้องทำ หลังจากนั้นก็ควรเดินทางกลับเมืองหลวงแต่จนใจที่เย็นวานหิมะตกหนัก ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานว่ามีหิมะกับหินถล่มกลบทางหลวงซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทงโจวกับเมืองหลวงโ