นเก้าอี้ที่เจี้ยนซูเช็ดให้อย่างสะอาดสะอ้าน
ไม่นานนักเตาฉินก็พาตัวคนเข้ามา ค้อมกายเอ่ยว่า “เซียนเซิง คนจากศาลาว่าการขอรับ”
คนผู้นี้สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม เป็นผู้ช่วยประจำศาลาว่าการเขามีท่าทางหวาดกลัวลนลานจนแทบปัสสาวะราดและเดินสะดุดขณะถูกเตาฉินหิ้วตัวเข้าประตูมา ร่างจึงล้มลงตรงหน้าเซี่ยเวยด้วยสภาพดูไม่จืด ขณะโขกศีรษะด้วยอาการตัวสั่นงันงกมือและเท้าก็แนบพื้น “ข้าน้อยคารวะท่านรองราชครู มี มี มีแม่นางผู้หนึ่งเดินทางไปยังศาลาว่าการเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนจริง นางแจ้งชื่อเสียงเรียงนามแล้วบอกว่าต้องการพบหน้าท่านนายอำเภอขอรับ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาลง “พูดว่าอย่างไร”
เหงื่อเย็นซึมเต็มหน้าผากผู้ช่วยประจำศาลาว่าการดุจเม็ดฝน เขาทวนความทรงจำแล้วตอบกลับ “นางแจ้งว่าสงสัยว่าสาวกนิกายสวรรค์จะมารวมตัวกันที่ทงโจวเพื่อก่อกบฏและมีขุนนางกรมอาญาที่มาสืบเรื่องกำลังตกอยู่ในอันตรายต้องการความช่วยเหลือด่วน เดิมทีท่านเจ้าเมืองไม่เชื่อ แต่ไม่นานก็ได้ยินทหารเฝั้าประตูเมืองแจ้งว่าติ้งกั๋วกงนำทัพเข้าเมืองมามุ่งหน้าไปยึดอารามซั่งชิง ทำให้ท่านนั่งไม่ติดและสั่งให้พลทหารประจำศาลาว่าการกลุ่มหนึ่งเดินเลาะเส้นทางใกล้ที่สุดเพื่อไปช่วยอีกแรงขอรับ”
เซี่ยเวยถาม “อยู่ที่ใด”
ทันทีที่ผู้ช่วยได้ยินก็คิดจะตอบตามจิตใต้สำนึกว่าท่านนายอำเภอไปที่อารามซั่งชิงแล้ว แต่ครั้นใช้ความคิดดวงใจก็เต้นกระหน่ำ รีบกลืนถ้อยคำที่ติดบนริมฝีปาก เปลี่ยน