ม่เป็นสุข
กลางฤดูหนาวเช่นนี้เซียวติ้งเฟยกลับสะบัดพัดโอ้อวดพัดจีบปิดลายทองในมือ เขาปรายตามองสำรวจรอบด้าน เครื่องหน้าหล่อเหลาสง่างามเผยความหลุกหลิกให้เห็นเล็กน้อย
เขามองปากทางเข้าอารามเต๋าแห่งนั้น
ด้านนอกมีนักพรตน้อยท่าทางฉลาดหัวไวเฝั้าอยู่หลายคน ครั้นเห็นพวกเขามาแต่ไกลก็แจ้งข่าวถึงด้านใน
เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่าเท้าหนักอึ้งประหนึ่งถ่วงด้วยตะกั่ว
เมื่อเห็นว่าตนจวนจะถึงเบื้องหน้าขั้นบันไดอารามเต๋า เขาก็กลอกตาแล้วเปล่งเสียงดัง“โอ๊ย” จากนั้นยกมือกุมซี่โครงซ้าย บอกว่าเจ็บปอดต้องการพบท่านหมอ ทว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เขาคิด เฝิงหมิงอวี่รู้จักนิสัยใจคอของเขามาช้านาน แม้จะไม่ทราบว่าไยเขาต้องเสแสร้งก่อนจะถึงสาขาเช่นนี้แต่ก็จดจำคำสั่งที่ท่านเจ้านิกายมอบหมายเอาไว้ได้อย่างแม่นยำว่าต้องดูแลเขาเป็นอย่างดี จึงกล่าวโดยไม่หลงเชื่อแม้แต่น้อย “หัวหน้าสาขาอู๋อยู่ภายในอาราม ในเมื่อคุณชายไม่สบายเช่นนี้ ไม่สู้เข้าไปก่อนและให้ข้าลองตรวจดูอาการเสียหน่อยดีกว่า หากอาการของท่านไม่ไหวจริง ๆ ค่อยตามท่านหมอมาให้คุณชาย คิดว่าเป็นเช่นไร”
เซียวติ้งเฟยหน้าคล้ำเขียวในบัดดล
เขาเหลียวซ้ายแลขวาก็พบว่ารอบด้านมีแต่สาวกนิกายสวรรค์ คิดจะจากไปก็ไม่อาจสำเร็จจริง ๆ
สุดท้ายจึงได้แต่บีบจมูก แล้วเดินเข้าอารามเต๋าไปพร้อมทุกคน
‘อารามซั่งชิง’ แห่งนี้เป็นอารามเต๋าประจำท้องถิ่นของเมืองทงโจว ครั้นลัทธิเต๋าเสื่อมถอยนับตั้งแต่การถกคำสอนระห